กำลังมองหาวิธีทำให้การตัดสินใจเทรดของคุณง่ายขึ้นใช่ไหม? ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่น่าเชื่อถือที่สุดในการวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดและทำให้ข้อมูลราคาดูราบรื่นขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมืออาชีพ การเข้าใจวิธีใช้และการคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สามารถช่วยให้คุณเทรดได้อย่างชาญฉลาดและมีข้อมูลประกอบมากขึ้น มาทำความรู้จักกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กันในบทความนี้
กำลังมองหาวิธีทำให้การตัดสินใจเทรดของคุณง่ายขึ้นใช่ไหม? ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่น่าเชื่อถือที่สุดในการวิเคราะห์แนวโน้มของตลาดและทำให้ข้อมูลราคาดูราบรื่นขึ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเทรดมือใหม่หรือมืออาชีพ การเข้าใจวิธีใช้และการคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สามารถช่วยให้คุณเทรดได้อย่างชาญฉลาดและมีข้อมูลประกอบมากขึ้น มาทำความรู้จักกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กันในบทความนี้
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักเทรดที่ต้องการพัฒนาประสิทธิภาพการเทรดในตลาดการเงิน แพลตฟอร์มเทรดส่วนใหญ่มีเครื่องมือนี้รวมอยู่ในกราฟเทคนิคแล้ว มาทำความรู้จักกับประเภทต่าง ๆ ของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ วิธีการคำนวณ วิธีที่ดีที่สุดในการระบุแนวโน้มตลาด กลยุทธ์จากการตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย และอีกมากมาย พร้อมเรียนรู้ประวัติและการใช้งานของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ไปพร้อมกัน นี่คือรายละเอียดทั้งหมด
ความหมายและตัวอย่างของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages)
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักทางเทคนิค (Technical Indicator) ที่นักเทรดใช้ในการระบุแนวโน้มและสร้างสัญญาณการเทรด โดยจะแสดงค่าราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์ทางการเงินในช่วงระยะเวลาที่กำหนด และช่วยทำให้ความผันผวนของราคาดูราบรื่นขึ้น
เมื่อราคาสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ อาจบ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้น ในทางกลับกัน เมื่อราคาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ อาจเป็นสัญญาณของแนวโน้มขาลง เทคนิคการ “ตัดกันของเส้นค่าเฉลี่ย” (Crossover) สามารถสร้างสัญญาณซื้อหรือขาย เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้ดียิ่งขึ้น
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลักมีอยู่ 4 ประเภท โดยแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกัน ได้แก่:
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย SMA (Simple Moving Average)
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล EMA (Exponential Moving Average)
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนักเชิงเส้น WMA (Linear Weighted Moving Average)
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบปรับเรียบ SMMA (Smoothed Moving Average)

ด้วยการเลือกประเภทของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่เหมาะสมและคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของแต่ละวิธี นักเทรดสามารถปรับปรุงการวิเคราะห์และกลยุทธ์ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในรูปแบบต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจสูตรพื้นฐานและวิธีการใช้งานของแต่ละประเภท
- Simple Moving Average (SMA)
ในการคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย ให้นำราคาปิดของแต่ละวันในช่วงเวลาที่กำหนดมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนวัน ตัวอย่างเช่น สำหรับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วัน ให้นำราคาปิดของ 10 วันที่ผ่านมา มาบวกกันแล้วหารด้วย 10
- Exponential Moving Average (EMA)
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียลจะให้น้ำหนักกับข้อมูลราคาล่าสุดมากกว่า ซึ่งทำให้กราฟตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มได้รวดเร็วกว่า
- Linear Weighted Moving Average (WMA)
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบถ่วงน้ำหนักเชิงเส้นใช้วิธีคำนวณต่างออกไป โดยให้น้ำหนักแบบเชิงเส้นกับข้อมูลล่าสุด
ตัวอย่างเช่น สำหรับช่วงเวลา 5 วัน: ให้นำราคาปิดล่าสุดคูณด้วย 5 ราคาก่อนหน้านั้นคูณด้วย 4 ไล่ไปเรื่อย ๆ จากนั้นนำผลรวมทั้งหมดมาหารด้วยผลรวมของค่าน้ำหนัก
-
Smoothed Moving Average (SMMA)
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบปรับเรียบ (SMMA) เป็นรูปแบบหนึ่งของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล (EMA) ที่ขยายช่วงเวลาให้ยาวขึ้น โดยใช้จำนวนข้อมูลมากกว่า เพื่อสร้างเส้นโค้งที่ราบเรียบและนิ่งกว่าค่าเฉลี่ยแบบง่าย
ในการคำนวณ SMMA ให้นำราคาปิดในช่วงเวลาที่ยาวนานมาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนช่วงเวลา
อย่าลืมรวมข้อมูลในอดีตด้วยเพื่อช่วยลดความผันผวนของราคา
สำคัญ: ควรใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น แพลตฟอร์มการเทรด เพื่อคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อัตโนมัติและแสดงผลบนกราฟแบบเรียลไทม์ การเลือกช่วงเวลาในการคำนวณมีความสำคัญอย่างยิ่งและควรสอดคล้องกับกลยุทธ์ของคุณ โดยช่วงเวลาสั้นเหมาะกับการเทรดระยะสั้น ส่วนช่วงเวลายาวเหมาะกับนักลงทุนระยะยาว ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยปรับความผันผวนของราคาให้ราบเรียบขึ้น แต่ไม่สามารถทำนายการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคตได้ นักเทรดจึงใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่การรับประกันผลลัพธ์
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และแนวโน้ม

ในการระบุแนวโน้มของตลาด สิ่งที่คุณต้องทำคือสังเกตทิศทางของแนวโน้มและความสัมพันธ์ระหว่างราคากับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
แนวโน้มของตลาดถูกกำหนดโดยทิศทางของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ หากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กำลังปรับตัวขึ้น หมายความว่าตลาดอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แต่ถ้าเส้นกำลังลดลง ตลาดจะอยู่ในแนวโน้มขาลง หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้กับกรณีที่ราคาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ด้วย
หมายเหตุ: ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ยังสามารถใช้เป็นแนวรับ (Support) และแนวต้าน (Resistance) ได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น ในแนวโน้มขาขึ้น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับแบบไดนามิกได้ ในขณะที่ในแนวโน้มขาลง เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สามารถทำหน้าที่เป็นแนวต้าน นักลงทุนมักติดตามระดับเหล่านี้เพื่อคาดการณ์จุดดีดตัวของราคา (rebound) หรือการทะลุแนวต้าน (breakout)
- การใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลายเส้น (Use of multiple moving averages)
การใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลายเส้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกันสามารถช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของการลงทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น กลยุทธ์ที่นิยมใช้กันคือการใช้ 3 เส้น ได้แก่ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หากทั้งสามเส้นเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน แสดงว่าแนวโน้มมีความแข็งแกร่งและชัดเจน
- การผสานกับตัวชี้วัดอื่น
เพื่อเพิ่มความแม่นยำของสัญญาณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ นักเทรดมักใช้เครื่องมือทางเทคนิคอื่นร่วมด้วย เช่น MACD (Moving Average Convergence Divergence) ซึ่งคำนวณจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA สองเส้น
MACD สามารถช่วยระบุการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มและให้สัญญาณเสริมเพิ่มเติมได้
สำคัญ: การพิจารณาบริบทตลาดโดยรวมก่อนตัดสินใจโดยอิงจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ตัวบ่งชี้เหล่านี้สะท้อนแนวโน้มในอดีต เพื่อลดความเสี่ยง ควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและตัวบ่งชี้อื่นๆ
นอกจากนี้ ควรปรับช่วงเวลาที่พิจารณาให้สอดคล้องกับขอบเขตการซื้อขายและความผันผวนของตลาด การวิเคราะห์อย่างเข้มงวดและกลยุทธ์ที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของเทรดเดอร์
กลยุทธ์การเทรดโดยใช้สัญญาณตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
กลยุทธ์การเทรดโดยอิงกับสัญญาณตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ อาศัยสัญญาณที่เกิดขึ้นเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้นจากช่วงเวลาที่แตกต่างกันตัดกัน สัญญาณการตัดกันเหล่านี้สามารถบ่งบอกถึงโอกาสในการซื้อหรือขายได้
กลยุทธ์การเทรดโดยใช้สัญญาณตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
กลยุทธ์ Golden Cross เกิดขึ้นเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น (เช่น SMA 50 วัน) ตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว (เช่น SMA 200 วัน) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้โอกาสซื้อ
ในทางกลับกัน Death Cross เกิดขึ้นเมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว
ควรรู้: การตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อใช้ช่วงเวลาที่ยาวขึ้น เช่น การตัดกันบนกราฟรายวันมีความสำคัญมากกว่าการตัดกันบนกราฟรายชั่วโมง นักลงทุนระยะยาวมักเลือกใช้การตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในช่วง 50 วันและ 200 วันเพื่อลดสัญญาณเท็จ
กลยุทธ์ Double-Crossing
วิธีนี้ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้นจากช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
- จะเกิด สัญญาณซื้อ เมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาว
- จะเกิด สัญญาณขาย เมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณเท็จ ควรใช้การตัดกันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ร่วมกับตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น RSI หรือ MACD ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้มาก
สำคัญ: ควรทำ Backtest เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของกลยุทธ์และปรับพารามิเตอร์ให้เหมาะสม อย่าลืมใช้ Stop-Loss เพื่อจัดการความเสี่ยงและปกป้องเงินลงทุน
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเครื่องมืออันทรงคุณค่าในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และแต่ละอย่างก็มีข้อดีและข้อเสีย ลองค้นหาดูว่ามันคืออะไร

สำคัญ: สิ่งที่เรียกว่า “market noise” คือความผันผวนราคาขนาดเล็กและไม่สม่ำเสมอ ซึ่งไม่สะท้อนแนวโน้มหลักของตลาด ความผันผวนเหล่านี้อาจเกิดจากปฏิกิริยาอารมณ์ของนักลงทุน การซื้อขายปริมาณน้อย หรือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบไม่มากนัก ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะช่วยลดสัญญาณรบกวนเหล่านี้โดยทำให้ข้อมูลราคาดูเรียบขึ้น ช่วยให้มองเห็นรูปแบบแนวโน้มได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่และลดข้อจำกัด ควรทดสอบช่วงเวลาและประเภทของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลายรูปแบบบนข้อมูลย้อนหลัง นอกจากนี้ นักเทรดยังควรปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดปัจจุบันและเป้าหมายการลงทุนของตนเอง
10 เคล็ดลับสำคัญเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages)
การระบุแนวโน้มของตลาดได้อย่างรวดเร็วทำให้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญในด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แต่ละประเภทยังมอบข้อดีเฉพาะตัว ตั้งแต่ความง่ายในการคำนวณไปจนถึงการตอบสนองต่อความผันผวนของราคาได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการทำความเข้าใจวิธีคำนวณและการใช้งานเครื่องมือทางเทคนิคเหล่านี้ นักลงทุนจะสามารถปรับปรุงวิธีการเทรด ลดสัญญาณรบกวนของตลาด และตัดสินใจซื้อขายได้อย่างรอบคอบและมีข้อมูลประกอบมากขึ้น
1. เลือกประเภทค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ให้เหมาะกับกลยุทธ์ของคุณ: ใช้ SMA เพื่อดูแนวโน้มโดยรวม และ EMA เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงราคาที่รวดเร็ว
2. ปรับช่วงเวลาให้ตรงกับเป้าหมายของคุณ: นักเทรดระยะสั้นสามารถใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 5, 10 หรือ 20 วัน ส่วนผู้ลงทุนระยะยาวอาจเลือก 50, 100 หรือ 200 วัน เพื่อระบุแนวโน้มที่กว้างกว่า
3. รวมค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลายเส้นเพื่อหาสัญญาณตัดกัน (Crossover): ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น (เช่น 20 วัน) ร่วมกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว (เช่น 50 วัน)
การตัดกันขาขึ้นเกิดขึ้นเมื่อค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งบ่งบอกถึงแนวโน้มขาขึ้น
4. ใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นแนวรับและแนวต้านแบบไดนามิก: ราคามักดีดตัวออกจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ทำหน้าที่เป็นแนวรับในแนวโน้มขาขึ้น และแนวต้านในแนวโน้มขาลง
5. จับคู่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่กับตัวชี้วัดอื่น: เพิ่มความแม่นยำโดยใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ร่วมกับเครื่องมืออื่น เช่น RSI หรือ MACD เพื่อตรวจสอบแนวโน้มและจุดเข้า/ออก
6. ปรับตัวตามสภาพตลาด: ในตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะช่วยยืนยันทิศทางได้ แต่ในตลาดแนวนอน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนอาจให้สัญญาณผิดพลาด ดังนั้นควรปรับวิธีการให้เหมาะสมกับสภาพตลาด
7. อย่าพึ่งพาค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพียงอย่างเดียว: ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นตัวชี้วัดที่ตามหลังราคาจริง
ควรใช้ร่วมกับตัวชี้วัดนำ (leading indicators) หรือการวิเคราะห์ราคาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
8. สังเกตความชันของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
- ความชันขึ้นบ่งบอกแรงซื้อ (Bullish Momentum)
- ความชันลงบ่งบอกแรงขาย (Bearish Momentum)
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ราบเรียบแสดงถึงตลาดปรับฐาน
9. ทดสอบกลยุทธ์ (Backtest): ทดสอบการใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่บนสินทรัพย์และกรอบเวลาที่คุณเลือก ก่อนนำไปใช้จริง เพื่อให้มั่นใจว่าเข้ากับเป้าหมายการเทรด
10. ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง
ใช้ Stop-Loss และจัดขนาดการลงทุนอย่างเหมาะสมควบคู่กับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อควบคุมความเสี่ยงและปกป้องเงินลงทุน
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบครอสโอเวอร์ เช่น เส้นโกลเด้นครอสโอเวอร์และเส้นเดธครอสโอเวอร์ สามารถให้สัญญาณที่ชัดเจนสำหรับการเข้าหรือออกจากสถานะซื้อขาย ในขณะที่การใช้ตัวบ่งชี้ตลาดหุ้นหลายตัวร่วมกันสามารถเสริมสัญญาณเหล่านี้และลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของคุณ สิ่งสำคัญคือต้องผสานรวมเครื่องมือเหล่านี้เข้ากับแนวทางการบริหารความเสี่ยงโดยรวม
บทสรุป
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) เป็นเครื่องมือพื้นฐานในทางวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่ถูกออกแบบมาเพื่อลดความผันผวนของข้อมูลราคาและเน้นให้เห็นแนวโน้มของตลาด โดยการคำนวณราคาของสินทรัพย์เฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด ช่วยให้นักเทรดลดสัญญาณรบกวนของตลาดและตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
บทความนี้ได้อธิบายถึงความหมายและวิธีการคำนวณของค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ประเภทต่าง ๆ (เช่น Simple Moving Average และ Exponential Moving Average) รวมถึงวิธีที่นักเทรดใช้เพื่อระบุแนวโน้ม แนวรับและแนวต้าน ตลอดจนจุดเข้าและออกจากการเทรด ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่น ใช้งานง่าย และเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์การเทรดมากมาย
การทำความเข้าใจค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยให้นักเทรดสามารถวิเคราะห์ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เครื่องมือนี้กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ทั้งสำหรับผู้เริ่มต้นและนักลงทุนมืออาชีพ
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นและใช้สำหรับการศึกษาเท่านั้น ความคิดเห็น การวิเคราะห์ ราคา หรือเนื้อหาอื่น ๆ ในเอกสารนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำในการลงทุน หรือเพื่อให้ความเข้าใจด้านกฎหมายของประเทศ Belize ผลประกอบการในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันถึงผลประกอบการในอนาคต การกระทำหรือการตัดสินใจใด ๆ ตามข้อมูลในเอกสารนี้ เป็นความเสี่ยงของผู้ดำเนินการเอง XTB ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ความเสียหาย หรือผลกำไรหรือขาดทุนใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมจากการใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ ทุกการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นความรับผิดชอบของท่านเอง
คำถามที่พบบ่อย
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่คำนวณราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยปรับความผันผวนของราคาให้เรียบเพื่อระบุแนวโน้ม
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คำนวณโดยการรวมราคาปิดของสินทรัพย์ในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วหารด้วยตัวเลขนั้น ตัวอย่างเช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วัน จะบวกราคาปิด 10 วันล่าสุด แล้วหารด้วย 10
สองประเภทที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่:
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย (SMA): ให้น้ำหนักเท่ากันกับทุกจุดข้อมูล
- ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล (EMA): ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า เพื่อให้ตรวจจับแนวโน้มได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถระบุแนวโน้มตลาด (ขาขึ้น ขาลง หรือด้านข้าง) ระบุจุดเข้าและออกที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงลดสัญญาณรบกวนในตลาดที่มีความผันผวน เพื่อการวิเคราะห์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
SMA จะทำให้ข้อมูลมีความราบรื่นสม่ำเสมอตลอดช่วงเวลาที่เลือก ในขณะที่ EMA ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาล่าสุดได้เร็วกว่า ทำให้ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวระยะสั้นได้ดีกว่า
เทรดเดอร์มักใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เพื่อ:
- ระบุระดับแนวรับและแนวต้าน
- มองหาจุดตัด (เช่น เมื่อค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นตัดกับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น)
- ยืนยันแนวโน้มควบคู่ไปกับตัวบ่งชี้ทางเทคนิคอื่นๆ