เมื่อซื้อขายออปชันในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน ทิศทางของราคาอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา
เมื่อซื้อขายออปชันในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน ทิศทางของราคาอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา
เมื่อซื้อขายออปชันในช่วงเวลาที่ตลาดมีความผันผวน ทิศทางของราคาอาจไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากขึ้นคือ ขนาดของการเคลื่อนไหวของราคา
ในหลายสถานการณ์ นักลงทุนอาจสามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาของตลาดหรือสินทรัพย์หนึ่ง ๆ มีโอกาสเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง แต่กลับเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าราคาจะเคลื่อนไปในทิศทางใด
เหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ผลประกอบการของบริษัท การตัดสินใจทางการเมือง เหตุการณ์ทางธรรมชาติ หรือรูปแบบทางเทคนิคที่ส่งสัญญาณถึงการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมาก ล้วนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการพิจารณากลยุทธ์การซื้อขายบนความผันผวน (Volatility Trading)
การซื้อขายบนความผันผวนช่วยลดความสำคัญของคำถามว่า “ราคาจะไปทางไหน?” และเปลี่ยนมาเป็นคำถามว่า “ราคาจะเคลื่อนไหวมากแค่ไหน?”
จากการประเมินสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น นักลงทุนสามารถเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับพอร์ตออปชันของตนเอง รวมถึงพิจารณาว่าช่วงเวลาใดเหมาะสำหรับการซื้อหรือขายความผันผวน
ก่อนเข้าสู่กลยุทธ์ต่าง ๆ สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจว่า Volatility คืออะไร และส่งผลต่อการซื้อขายออปชันอย่างไร
Volatility คืออะไร?
Volatility หรือความผันผวน หมายถึงระดับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์อ้างอิง และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการกำหนดราคาออปชัน
ความผันผวนสะท้อนถึงระดับความไม่แน่นอน ความเสี่ยง และการแกว่งตัวของตลาด โดยทั่วไปหมายถึงขนาดของการเปลี่ยนแปลงราคาของสินทรัพย์ภายในช่วงเวลาหนึ่งในตลาดการเงิน
เราสามารถแบ่งความผันผวนออกเป็น 3 ประเภทหลัก:
1. Historical Volatility (ความผันผวนในอดีต)
Historical Volatility คือค่าความผันผวนที่คำนวณจากส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของผลตอบแทนจากสินทรัพย์อ้างอิง
ค่าประเภทนี้สามารถคำนวณได้ตลอดเวลา และเป็นข้อมูลที่สามารถทราบล่วงหน้าได้
2. Implied Volatility (ความผันผวนโดยนัย)
Implied Volatility คือระดับความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาการซื้อขายของออปชัน
การคำนวณทำได้ค่อนข้างซับซ้อน และเป็นการประเมินว่าตลาดคาดว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะมีความผันผวนมากน้อยเพียงใดตลอดอายุของออปชัน
3. Future Volatility (ความผันผวนในอนาคต)
Future Volatility คือความผันผวนที่เกิดขึ้นจริงของสินทรัพย์อ้างอิงตลอดอายุของออปชัน
ค่าดังกล่าวไม่สามารถคำนวณได้จนกว่าออปชันจะหมดอายุ
เมื่อกำหนดกลยุทธ์ตามระยะเวลาของออปชัน นักลงทุนควรพิจารณาทั้ง Historical Volatility ในช่วงก่อนหน้าการซื้อขาย และระดับ Implied Volatility ที่ออปชันกำลังซื้อขายอยู่ในตลาด เพื่อประเมินว่าออปชันนั้นมีการซื้อขายด้วยระดับความผันผวนที่สูงหรือต่ำเกินไป
นอกจากนี้ ควรทราบว่าผู้ออกออปชันไม่ได้ใช้ค่า Implied Volatility เดียวกันสำหรับราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ทุกระดับ แต่แต่ละ Strike Price จะมีค่า Implied Volatility ที่แตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น Call Option อายุ 3 เดือนของ EURUSD ที่มี Strike Price 1.23 จะไม่ได้รับการประเมินมูลค่าเหมือนกับ Call Option ที่มี Strike Price 1.29
เหตุผลที่เกิดความแตกต่างนี้คือเพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการคาดการณ์ ซึ่งเป็นข้อจำกัดของแบบจำลองการกำหนดราคาออปชัน เนื่องจากแบบจำลองมักตั้งสมมติฐานว่าผลตอบแทนของสินทรัพย์อ้างอิงเป็นไปตามรูปแบบการกระจายตัวบางประเภท ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด
กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Implied Volatility และ Strike Price เรียกว่า Volatility Smile
ที่มา: XTB
ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อมูลผลการดำเนินงานในอดีต ซึ่งไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานในอนาคตได้
กลยุทธ์การซื้อขายออปชันตามความผันผวน
ต่อไปนี้คือกลยุทธ์พื้นฐานสำหรับการซื้อขายตามความผันผวน และวิธีประเมินว่าสถานการณ์ใดเหมาะสมกับแต่ละกลยุทธ์
โดยทั่วไป โครงสร้างของกลยุทธ์มักไม่ได้ถูกถือไว้จนถึงวันหมดอายุเสมอไป นักลงทุนมักปรับเปลี่ยนหรือปิดบางส่วนของกลยุทธ์ (เรียกว่า “Legs”) ตามการเคลื่อนไหวของราคา เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
Cone หรือ Straddle
Cone หรือ Straddle ถือเป็นกลยุทธ์ซื้อขายความผันผวนที่มีความเชิงรุกมากที่สุด
กลยุทธ์ Long Straddle ประกอบด้วยการซื้อ Call Option และ Put Option ที่มี Strike Price เดียวกัน โดยทั่วไปมักเป็นสถานะ In The Money (ITM)
กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่นักลงทุนคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
ข้อเสียคือเป็นกลยุทธ์ที่มีต้นทุนสูงที่สุดในกลุ่มกลยุทธ์ความผันผวน แต่มีจุดคุ้มทุน (Break-even Points) ที่อยู่ใกล้กว่ากลยุทธ์อื่น
ในทางกลับกัน นักลงทุนสามารถใช้ Short Straddle เมื่อคาดว่าราคาสินทรัพย์อ้างอิงจะไม่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว หรือเมื่อประเมินว่า Implied Volatility ของออปชันอยู่ในระดับสูงเกินไป
Cradle หรือ Strangle
Cradle หรือ Strangle เป็นกลยุทธ์ที่คล้ายกับ Straddle แต่ใช้ Options ที่อยู่ Out of The Money (OTM)
รูปแบบนี้ช่วยลดต้นทุนของกลยุทธ์ แต่ทำให้จุดคุ้มทุนอยู่ห่างออกไปมากขึ้น
ผู้ที่ใช้ Long Strangle คาดหวังว่าสินทรัพย์อ้างอิงจะต้องเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงมากกว่า Long Straddle เนื่องจากราคาต้องเคลื่อนที่มากพอเพื่อชดเชยระยะห่างจาก Strike Price
สำหรับ Short Strangle นักลงทุนจะได้รับ Premium ที่น้อยกว่า แต่สามารถรองรับการเคลื่อนไหวของราคาได้มากขึ้นก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะขาดทุน
Buy Butterfly
Buy Butterfly เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ออปชันที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เช่นเดียวกับกลยุทธ์ประเภท Spread
กลยุทธ์นี้ประกอบด้วยออปชัน 4 สัญญา โดยเริ่มจาก:
- ซื้อ Call Option ที่มี Strike Price ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน (ITM)
- ขาย Call Option จำนวน 2 สัญญา ที่ระดับ Strike Price ใกล้ราคาปัจจุบัน (ATM)
- ซื้อ Call Option อีก 1 สัญญา ที่ Strike Price สูงกว่า (OTM)
กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับช่วงตลาดที่นักลงทุนคาดว่าราคาจะมีความผันผวนต่ำ แต่ยังต้องการจำกัดความเสี่ยงหากตลาดเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
Sell Butterfly
Sell Butterfly เป็นกลยุทธ์ที่ออกแบบมาเพื่อคาดการณ์ว่าราคาจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนไม่สูงมาก แต่ก็จำกัดความเสี่ยงจากการขาดทุน
กลยุทธ์นี้ประกอบด้วย:
- ขาย Call Option แบบ ITM
- ซื้อ Call Option แบบ ATM จำนวน 2 สัญญา
- ขาย Call Option แบบ OTM
ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่าง Premium ที่ได้รับจากการขาย Call Options และ Premium ที่จ่ายสำหรับการซื้อ Call Options ตรงกลาง
ผลกำไรของกลยุทธ์นี้มีข้อจำกัด และจะเกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์อ้างอิงอยู่ภายนอกช่วงราคากลางเมื่อถึงวันหมดอายุ
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นและใช้สำหรับการศึกษาเท่านั้น ความคิดเห็น การวิเคราะห์ ราคา หรือเนื้อหาอื่น ๆ ในเอกสารนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำในการลงทุน หรือเพื่อให้ความเข้าใจด้านกฎหมายของประเทศ Belize
ผลประกอบการในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันถึงผลประกอบการในอนาคต การกระทำหรือการตัดสินใจใด ๆ ตามข้อมูลในเอกสารนี้ เป็นความเสี่ยงของผู้ดำเนินการเอง XTB ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ความเสียหาย หรือผลกำไรหรือขาดทุนใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมจากการใช้ข้อมูลในเอกสารนี้
ทุกการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นความรับผิดชอบของท่านเอง