อ่านเพิ่มเติม
เวลาอ่าน: 2 นาที

จิตวิทยาการเทรด : วิธีวิเคราะห์และรับมือกับอคติทางความคิด

คุณรู้หรือไม่ว่าอารมณ์และอคติทางความคิดของคุณอาจกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเทรด? การเข้าใจจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการเลือกของคุณสำคัญไม่แพ้การเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกกับ “กับดักทางจิต” ที่นักเทรดมักเผชิญ และมอบเคล็ดลับที่สามารถนำไปใช้ได้จริง อ่านต่อเพื่อปลดล็อกศักยภาพด้านจิตวิทยาการเทรดของคุณ

คุณรู้หรือไม่ว่าอารมณ์และอคติทางความคิดของคุณอาจกำลังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการเทรด? การเข้าใจจิตวิทยาที่อยู่เบื้องหลังการเลือกของคุณสำคัญไม่แพ้การเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกกับ “กับดักทางจิต” ที่นักเทรดมักเผชิญ และมอบเคล็ดลับที่สามารถนำไปใช้ได้จริง อ่านต่อเพื่อปลดล็อกศักยภาพด้านจิตวิทยาการเทรดของคุณ

การเทรดไม่ได้เกี่ยวกับกราฟและตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกรอบความคิดที่คุณนำมาใช้ในตลาดด้วย การตัดสินใจในการเทรดมักได้รับอิทธิพลจากอคติทางความคิด ซึ่งเป็นทางลัดทางความคิดเล็ก ๆ ที่อาจนำไปสู่การกระทำหุนหันพลันแล่น ความมั่นใจเกินไป หรือการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัว การควบคุมอารมณ์และการรับรู้ถึงอคติทางความคิดถือเป็นก้าวแรกสู่การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ในบทความนี้ เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาเบื้องหลังการเทรด เปิดเผยอคติทางความคิดที่พบบ่อยที่สุดซึ่งส่งผลกระทบต่อนักเทรด และนำเสนอกลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริงเพื่อวิเคราะห์และเอาชนะอคติเหล่านั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือต้องการพัฒนากรอบความคิด การเข้าใจจิตวิทยาการเทรดเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดและมีวินัย อ่านบทความนี้เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเงินเชิงพฤติกรรมและการบริหารอารมณ์ในการลงทุน

ประเด็นสำคัญ

อคติทางปัญญามีผลต่อการตัดสินใจเทรดอย่างไร

อคติ เช่น ความมั่นใจเกินไป ความกลัวการขาดทุน และการยืนยันความเชื่อของตัวเอง (Confirmation Bias) สามารถนำไปสู่การเทรดแบบหุนหันหรือขับเคลื่อนด้วยอารมณ์

การตระหนักรู้คือก้าวแรก

การรับรู้ถึงทางลัดทางความคิดและตัวกระตุ้นทางอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อปรับปรุงการตัดสินใจในการเทรด 

อคติมาจากธรรมชาติของมนุษย์

แนวโน้มทางจิตวิทยา เช่น ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO) หรือการยึดติดกับราคาบางระดับ (Anchoring) เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สามารถบดบังวิจารณญาณ 

การวิเคราะห์อคติช่วยพัฒนาวินัย

การเข้าใจว่าตัวตนและพฤติกรรมในการเทรดได้รับอิทธิพลจากอคติอย่างไร ช่วยพัฒนาวิธีการที่มีโครงสร้างและมีความเป็นวัตถุประสงค์มากขึ้น

กลยุทธ์ปฏิบัติการเพื่อลดอคติ

เครื่องมือการเทรดเช่น การจดบันทึกการเทรด การยึดตามแผนการเทรด และการตั้งกฎล่วงหน้าสำหรับการเข้าและออก ช่วยลดผลกระทบของอคติทางปัญญา

การควบคุมจิตวิทยาคือกุญแจสู่ความสำเร็จระยะยาว

วามสามารถในการจัดการอารมณ์และคิดอย่างเป็นวัตถุประสงค์เป็นทักษะสำคัญสำหรับการสร้างความสม่ำเสมอและความยืดหยุ่นในการเทรด  

จิตวิทยาตลาด (Market psychology)

ในโลกของการเทรด จิตวิทยาตลาดมีบทบาทสำคัญต่ออารมณ์ พฤติกรรม และการตัดสินใจของนักลงทุน การเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างชัดเจนช่วยให้สามารถตีความความรู้สึกโดยรวมของตลาดหุ้นและชี้นำกลยุทธ์การลงทุนได้

  • จิตวิทยาตลาดเน้นไปที่อารมณ์ เช่น ความกลัวและความโลภ ซึ่งมักครอบงำความรู้สึกของตลาดและสามารถนำไปสู่ความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง อารมณ์เหล่านี้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมของนักลงทุน ซึ่งตอบสนองต่อข้อมูลที่มีอยู่และไวต่อการเคลื่อนไหวของเพื่อนนักลงทุนด้วย
  • กล่าวอีกนัยหนึ่ง นักลงทุนได้รับอิทธิพลทั้งจากการวิเคราะห์และความคาดหวังของตัวเอง รวมถึงการรับรู้การกระทำและปฏิกิริยาของนักลงทุนอื่น การปฏิสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่างความคาดหวังส่วนบุคคลและสัญญาณพฤติกรรมรวมนี้เป็นพื้นฐานของการเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral Finance) ซึ่งศึกษาว่าการตัดสินใจลงทุนมักเบี่ยงเบนจากสิ่งที่โมเดลการเงินแบบดั้งเดิมคาดการณ์
  • ปรากฏการณ์นี้สามารถสร้างการเคลื่อนไหวแบบหมู่หรือปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำให้แนวโน้มขึ้นหรือลงเกิดเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียวจะอธิบายได้ นักเทรดมักใช้ตัวชี้วัดเชิงพฤติกรรมเพื่อประเมินความเสี่ยงและพลวัตของตลาด ซึ่งช่วยในการตัดสินใจลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

การกระทำของนักลงทุนมีความสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดราคาสินทรัพย์และสร้างแนวโน้มตลาดในอนาคต การเข้าใจพลวัตเหล่านี้ช่วยให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากความไม่สมบูรณ์ของตลาดและโอกาสที่เกิดขึ้น

ทำไมจิตวิทยาตลาดถึงสำคัญ?

จิตวิทยาการเทรดมีความสำคัญเพราะส่งผลต่อการตัดสินใจของแต่ละบุคคล และยิ่งไปกว่านั้นยังมีผลต่อพลวัตโดยรวมของตลาดการเงิน การเข้าใจแรงจูงใจทางจิตวิทยาช่วยในการคาดการณ์ความผันผวนของตลาด บริหารความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากความสามารถในการทำนายพฤติกรรมของนักลงทุนอื่น

อิทธิพลต่อการตัดสินใจลงทุน

จิตวิทยาตลาดมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนอย่างมาก อารมณ์ เช่น ความตื่นเต้น ความกลัว และความโลภ เป็นแรงขับที่สามารถทำให้นักลงทุนตัดสินใจอย่างไม่สมเหตุสมผล ความไม่แน่นอนในอนาคตและความกลัวสิ่งที่ไม่รู้จักก็มีส่วนด้วย

ความกลัวการขาดทุนสามารถกระตุ้นให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่การประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงชั่วคราว ในทางกลับกัน ความโลภสามารถผลักดันราคาสูงเกินไปจนเกิดฟองสบู่การเก็งกำไร

ผลกระทบต่อความผันผวนของตลาด

ผลกระทบต่อความผันผวนของตลาด ควรจำไว้ว่าจิตวิทยาตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของความผันผวนด้วย ปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อข่าวสาร เหตุการณ์เศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสามารถนำไปสู่การเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็วและรุนแรง ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเงิน เช่น วิกฤตปี 2008 หรือการระบาดของ COVID-19 ความกลัวสามารถทำให้ความผันผวนสูงมาก

พฤติกรรมฝูงชนสามารถทำให้ความผันผวนนี้รุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อนักลงทุนทำการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม ดึงดูดไปยังหุ้นตัวเดียวกันหรือหนีความเสี่ยงเดียวกัน จะเกิดการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างสุดโต่ง สิ่งนี้สร้างโอกาสที่โดดเด่น แต่ก็มีความเสี่ยงสูง นักเทรดที่เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวแบบกลุ่มเกิดขึ้นเมื่อใดและเพราะเหตุใด จะสามารถวางตัวได้อย่างเหมาะสมเพื่อรับมือหรือแม้กระทั่งคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดได้

อคติทางจิตวิทยาในการเทรด

อคติทางจิตวิทยาคือแนวโน้มตามธรรมชาติของความคิดที่อาจเบี่ยงเบนให้นักลงทุนไม่สามารถตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ ในการเทรด อคติเหล่านี้สามารถนำไปสู่ความผิดพลาดที่มีค่าใช้จ่ายสูงและส่งผลลบต่อประสิทธิภาพของพอร์ตโฟลิโอ การระบุและทำความเข้าใจอคติเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่มีวินัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อคติทางปัญญา (Cognitive Bias) เช่น ความมั่นใจเกินไป (Overconfidence) เป็นหนึ่งในอคติที่พบได้บ่อยที่สุดในตลาดการเงิน ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของอคติทางปัญญาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

อคติทางปัญญา: วิธีป้องกันและรับมือ 

ชายคนหนึ่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างจดจ่อ1. ความมั่นใจเกินไป (Overconfidence Bias) 

คำอธิบาย: การประเมินความรู้หรือความสามารถของตัวเองสูงเกินไป ส่งผลให้รับความเสี่ยงมากเกินไปหรือมองข้ามความเสี่ยง 

วิธีป้องกัน: 

  • ยึดมั่นในแผนการเทรดที่ชัดเจน 
  • ทบทวนผลการเทรดอย่างสม่ำเสมอและยอมรับความผิดพลาด
  • หลีกเลี่ยงการเทรดในขนาดที่ใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับขนาดบัญชี 

2. ความกลัวการขาดทุน (Loss Aversion Bias) 

คำอธิบาย: แนวโน้มที่จะถือครองการเทรดขาดทุนไว้นานเกินไปเพื่อหลีกเลี่ยงการรับรู้การขาดทุน ซึ่งมักนำไปสู่การขาดทุนที่มากขึ้น 

วิธีป้องกัน:

  • ใช้คำสั่ง stop-loss เพื่อลดความเสี่ยงด้านลบ 
  • ยอมรับการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการเทรดและมุ่งเน้นการรักษาอัตราส่วนความเสี่ยง/ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ 
  • มองการขาดทุนเป็นโอกาสในการเรียนรู้ 

3. การยืนยันความเชื่อของตัวเอง (Confirmation Bias)

คำอธิบาย: การค้นหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อที่มีอยู่แล้วและมองข้ามหลักฐานที่ขัดแย้ง ส่งผลให้การตัดสินใจลำเอียง 

วิธีป้องกัน: 

  • แสวงหามุมมองหรือการวิเคราะห์ที่ตรงข้ามอย่างตั้งใจ 
  • ใช้เกณฑ์เชิงวัตถุประสงค์ เช่น ตัวชี้วัดทางเทคนิค เพื่อชี้นำการเทรด 
  • ทบทวนกลยุทธ์และสมมติฐานของคุณอย่างสม่ำเสมอ

4. การยึดติดกับข้อมูลเดิม (Anchoring Bias)

คำอธิบาย: ยึดติดกับราคาหรือข้อมูลเริ่มต้น (เช่น ราคาสูงสุดในอดีตของหุ้น) และไม่ปรับตัวตามข้อมูลใหม่ 

วิธีป้องกัน: 

  • มุ่งเน้นที่สภาวะตลาดปัจจุบันมากกว่าระดับราคาประวัติศาสตร์ 
  • ใช้เครื่องมือแบบไดนามิก เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เพื่อประเมินแนวโน้มแบบเรียลไทม์ 
  • ฝึกความยืดหยุ่นในการเทรด

5. การตามฝูง (Herding Bias)

คำอธิบาย: การตามฝูงโดยไม่วิเคราะห์ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาดในช่วงตลาดฟีเวอร์หรือความตื่นตระหนก 

วิธีป้องกัน: 

  • ทำการวิจัยอิสระก่อนเข้าการเทรด 
  • หลีกเลี่ยงการเทรดตามแนวโน้มหรือข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย 
  • มุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์ระยะยาวของคุณมากกว่าการตามกระแสระยะสั้น 

6. ความกลัวพลาดโอกาส (FOMO - Fear of Missing Out)

คำอธิบาย: เข้าการเทรดเพราะกลัวพลาดผลกำไรที่อาจเกิดขึ้น โดยมักไม่ได้วิเคราะห์หรือวางแผนอย่างรอบคอบ

วิธีป้องกัน: 

  • ยอมรับว่าไม่สามารถจับทุกโอกาสได้ 
  • ยึดมั่นในเกณฑ์การเทรดของคุณและหลีกเลี่ยงการตัดสินใจแบบหุนหัน 
  • เตือนตัวเองว่าความอดทนมักนำไปสู่การตั้งค่าและผลลัพธ์ที่ดีกว่า

วิธีระบุสัญญาณทางจิตวิทยาในตลาดการเงิน

สัญญาณทางจิตวิทยาในตลาดการเงินสามารถให้เบาะแสที่มีค่าเกี่ยวกับความรู้สึกของนักลงทุน และบ่งชี้แนวโน้มในอนาคตได้ การระบุสัญญาณเหล่านี้ช่วยให้เราคาดการณ์ปฏิกิริยาของตลาดและตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น จิตวิทยากับการเทรดมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด 

การวิเคราะห์ปริมาณการซื้อขาย

  • ปริมาณการซื้อขายสะท้อนถึงความเข้มข้นของกิจกรรมในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่ง ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงสภาพจิตวิทยาของตลาดได้
  • ปริมาณการซื้อขายที่สูงอาจบ่งชี้ถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นหรือความวิตกกังวลของนักลงทุน ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงจุดเปลี่ยนของตลาดหรือเมื่อมีข่าวสำคัญ
  • ตัวอย่างเช่น การพุ่งขึ้นของปริมาณการซื้อขายในช่วงขาขึ้นอาจสะท้อนถึงความตื่นเต้นที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การพุ่งขึ้นในช่วงขาลงอาจสะท้อนถึงความตื่นตระหนก

การศึกษาทิศทางและการกลับตัวของตลาด

การวิเคราะห์แนวโน้มเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจความรู้สึกโดยรวมของตลาด นักเทรดใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) เพื่อระบุแนวโน้มระยะยาวและจุดกลับตัวที่เป็นไปได้

การกลับตัวของแนวโน้มที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตัวชี้วัดความรู้สึก เช่น RSI (Relative Strength Index) หรือ MACD (Moving Average Convergence Divergence) อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาของตลาด

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ใช้ความแตกต่างระหว่างราคาและตัวชี้วัดเพื่อจับสัญญาณกลับตัว เช่น ความแตกต่างเชิงบวก (Bullish Divergence) ที่ราคาทำจุดต่ำลง แต่ตัวชี้วัดทำจุดต่ำสูงขึ้น อาจบ่งชี้ถึงการกลับตัวเป็นขาขึ้น

การสังเกตพฤติกรรมราคา

การเคลื่อนไหวของราคา โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง อาจบ่งบอกถึงปฏิกิริยาทางอารมณ์ในตลาด

นักเทรดติดตามรูปแบบกราฟแท่งเทียนและโครงสร้างกราฟการเทรดต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจจิตวิทยาของตลาด

ตัวอย่างเช่น การเกิดแท่งเทียน “Doji” ต่อเนื่องกันหลายแท่งอาจบ่งบอกถึงความลังเลใจ และอาจเป็นสัญญาณของความผันผวนที่เพิ่มขึ้นหรือการกลับตัวของแนวโน้มที่ใกล้จะเกิดขึ้น

สำคัญ: ให้ความสำคัญกับช่วงที่มีความผันผวนต่ำตามด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง ซึ่งมักเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังจะเลือกทิศทางหลังจากช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน

กลยุทธ์

กลยุทธ์การควบควมอารมณ์ในการเทรอการจัดการผลกระทบทางจิตวิทยาในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อรักษาผลการเทรดให้คงที่และหลีกเลี่ยงกับดักของอารมณ์และอคติด้านพฤติกรรม มีกลยุทธ์หลายอย่างที่สามารถนำมาใช้เพื่อรับมือกับตลาดการเงินที่ผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการมีวินัย

  • วินัยคือรากฐานสำคัญของนักเทรดที่มีประสบการณ์ซึ่งต้องการต้านทานแรงกระตุ้นทางอารมณ์ พร้อมทั้งปฏิบัติตามวิธีการที่ผ่านการทดสอบแล้วแม้ตลาดจะผันผวนก็ตาม
  • วินัยไม่ได้หมายถึงการทำตามกฎเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการรู้เวลาที่เหมาะสมในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงการตระหนักเมื่อกลยุทธ์ไม่ทำงานและกล้าที่จะตัดสินใจที่จำเป็นโดยไม่ให้อารมณ์มามีอิทธิพล

แผนการเทรด

  • แผนการเทรดที่มีโครงสร้างชัดเจนจะให้เส้นทางที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจลงทุน รวมถึงเกณฑ์ที่แม่นยำสำหรับการเข้าและออกจากการเทรด เป้าหมายกำไร และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • จดบันทึกทุกการตัดสินใจที่คุณทำเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์และยึดมั่นอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้จะช่วยขจัดความคลุมเครือและลดแนวโน้มที่จะตัดสินใจแบบหุนหันภายใต้อิทธิพลของอารมณ์
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแผนของคุณมีเงื่อนไขที่สามารถทบทวนและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้

การบริหารความเสี่ยง

การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันการขาดทุนที่มากเกินไปและช่วยรักษาความต่อเนื่องในการเทรด ซึ่งรวมถึงการกำหนดขีดจำกัดของเงินลงทุนต่อการเทรด การใช้คำสั่งตัดขาดทุน (stop-loss) และการกระจายการลงทุน

การใช้กลยุทธ์กระจายการลงทุนไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเพิ่มโอกาสในการทำกำไรโดยการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย กล่าวคือ การขาดทุนในบางส่วนสามารถชดเชยด้วยกำไรในส่วนอื่นได้

การบันทึกไดอารีการเทรด

บันทึกการเทรดมอบข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าต่อการตัดสินใจ อารมณ์ และผลลัพธ์ของคุณ ช่วยให้คุณเรียนรู้และพัฒนากลยุทธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญ:

  • จดบันทึกการเทรดทุกครั้งอย่างละเอียด รวมถึงเหตุผลในการเข้าและออกจากการเทรด ความรู้สึกในช่วงเวลานั้น และการวิเคราะห์ผลลัพธ์
  • ทบทวนไดอารีอย่างสม่ำเสมอเพื่อค้นหารูปแบบพฤติกรรมที่เกิดซ้ำหรือข้อผิดพลาดในกลยุทธ์
  • ใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อปรับปรุงวิธีการลงทุนและสนับสนุนแนวทางการเทรดที่ยืดหยุ่น

ด้วยการใช้กลยุทธ์เหล่านี้ นักเทรดสามารถลดผลกระทบของอารมณ์ต่อการตัดสินใจและปรับปรุงผลลัพธ์ระยะยาวได้ สำหรับนักเทรด ความมุ่งหมายคือการพัฒนาวิธีการที่รอบคอบและเป็นระบบซึ่งคำนึงถึงทั้งปัจจัยทางเทคนิคและจิตวิทยาของตลาด

กรณีศึกษา: ฟองสบู่การเก็งกำไร

จิตวิทยาของนักลงทุนและตลาดมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ทางการเงินหลายครั้ง เช่น ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตในช่วงปี 2000 วิกฤตการเงินปี 2008 ความผันผวนล่าสุดของบิตคอยน์ และปรากฏการณ์ GameStop กรณีศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจแรงจูงใจทางจิตวิทยาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการเคลื่อนไหวของตลาด

ควรจำไว้ว่าประวัติศาสตร์ของฟองสบู่การเก็งกำไรนั้นยาวนาน ตัวอย่างเช่น ความเฟื่องฟูของฟองสบู่รถไฟในศตวรรษที่ 19 และ 20 ที่ค่อย ๆ พัฒนา หรือฟองสบู่ทิวลิปในเนเธอร์แลนด์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงของความคาดหวังในตลาดที่ไม่สมจริงและพฤติกรรมของนักลงทุนที่จบลงด้วยการล่มสลาย

ฟองสบู่อินเทอร์เน็ตช่วงปี 2000

ฟองสบู่อินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า “Tech Bubble” เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของผลกระทบจากจิตวิทยาตลาดต่อการเคลื่อนไหวทางการเงิน

  • ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 จนถึงต้นทศวรรษ 2000 ความตื่นเต้นในธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ตได้นำไปสู่กระแสการลงทุนอย่างมหาศาล นักลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภและความหลงใหลในศักยภาพการปฏิวัติของอินเทอร์เน็ต ได้ผลักดันมูลค่าของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีให้พุ่งสูงเกินจริง โดยแทบไม่คำนึงถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม เช่น รายได้หรือกำไร
  • ช่วงเวลานี้แสดงให้เห็นว่าความหลงระเริงอย่างไร้เหตุผลที่ถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมฝูงชนและความมองโลกในแง่ดีเกินไปสามารถสร้างฟองสบู่การเก็งกำไรได้อย่างไร เมื่อความจริงเกี่ยวกับศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทเหล่านี้ปรากฏ ฟองสบู่ก็แตก ส่งผลให้เกิดการขาดทุนมหาศาลในหมู่นักลงทุนที่คาดหวังการทำกำไรต่อเนื่อง

ดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตลาดหุ้นสหรัฐที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี ร่วงลงอย่างรุนแรง สูญเสียมูลค่าประมาณ 78% ระหว่างเดือนมีนาคม 2000 ถึงตุลาคม 2002

เหตุการณ์นี้เตือนให้นักลงทุนตระหนักว่าการเข้าใจพลวัตทางจิตวิทยาของตลาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบและหลีกเลี่ยงกับดักของความคลั่งไคล้ในการเก็งกำไร

วิกฤตการเงินปี 2008 (GFC) 

วิกฤตการเงินปี 2008 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของอิทธิพลจิตวิทยาตลาดที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจโลก

วิกฤตนี้เริ่มต้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปยังระบบการเงินทั่วโลก โดยถูกซ้ำเติมด้วยความซับซ้อนของตราสารการเงิน เช่น สัญญาอนุพันธ์เครดิตและหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS)

เมื่อราคาบ้านร่วงลงและการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น ความตื่นตระหนกก็แพร่กระจายไปทั่วโลกการเงิน วิกฤตปี 2008 แสดงให้เห็นถึงเอฟเฟกต์โดมิโนที่จิตวิทยาตลาดสามารถสร้างขึ้นได้เมื่อรวมกับการปล่อยสินเชื่อที่ขาดความรอบคอบและการกำกับดูแลที่ไม่เพียงพอ

ความเสี่ยงที่นักลงทุนเริ่มหลีกเลี่ยงได้เปลี่ยนเป็นความกลัวอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การถอนทุนจำนวนมหาศาลและสภาพคล่องในตลาดการเงินที่แห้งเหือด รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกจำเป็นต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางจิตวิทยาในการทำงานของตลาดการเงิน

วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำความสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจทั้งปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและปัจจัยทางจิตวิทยาที่สามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้อย่างมาก

แนวโน้มความผันผวนของบิตคอยน์

ความผันผวนของบิตคอยน์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงผลกระทบของจิตวิทยาตลาดที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ในฐานะสกุลเงินดิจิทัลบุกเบิกมีการเคลื่อนไหวของราคาที่ผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งมักขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนักลงทุนมากกว่าการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานด้านการใช้งานหรือเทคโนโลยี

  • การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงของบิตคอยน์ในปี 2017 และการร่วงลงอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่า ความโลภ และ ความกลัวที่จะพลาดโอกาส (FOMO หรือความกลัวว่าจะพลาดโอกาส) สามารถนำไปสู่การเกิด ฟองสบู่เก็งกำไร ได้อย่างไร
  • ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว นักลงทุนมือใหม่จำนวนมากที่ถูกดึงดูดด้วยผลตอบแทนอันมหาศาลและการรายงานข่าวอย่างเข้มข้น ได้เข้าซื้อบิตคอยน์โดยไม่มีแผนการระยะยาวหรือความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบล็อกเชนหรือคริปโทเคอร์เรนซี

เมื่อเริ่มมีการปรับฐานของตลาด ความตื่นตระหนกก็เกิดขึ้น นำไปสู่การเทขายครั้งใหญ่ที่กดราคาลงอย่างหนัก ส่งผลให้มูลค่าของบิตคอยน์กลับมาพุ่งขึ้นอย่างมากในอีกไม่กี่ปีต่อมา และในอีก 7 ปีต่อมาราคาบิตคอยน์ได้พุ่งทะลุ 100,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม สามารถคาดการณ์ได้ว่ามีนักลงทุนเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ยัง “อยู่” ในตลาดหลังจากความตื่นตระหนกหลายครั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เหตุการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีต่ออิทธิพลทางจิตวิทยาและปฏิกิริยาลูกโซ่ ดังนั้นนักเทรดจำเป็นต้องระมัดระวังต่อสัญญาณตลาดที่มองโลกในแง่ดีหรือแง่ร้ายเกินไป นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับแนวทางการลงทุนที่สมดุลและมีข้อมูลรอบด้านเมื่อเผชิญกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง

วิธีหลีกเลี่ยงกับดักความคิด

เคล็กลับการเทรด1. ควบคุมอารมณ์ของคุณ

หลีกเลี่ยงการเทรดด้วยความกลัวหรือความโลภ ยึดตามแผนชัดเจนและควบคุมอารมณ์เพื่อการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

2. ยอมรับการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการเทรด
การขาดทุนเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้เน้นการบริหารความเสี่ยงแทนการพยายามหลีกเลี่ยงทั้งหมด

3. ยึดตามแผนการเทรด
กำหนดกฎการเข้า-ออก และการบริหารความเสี่ยงก่อนเทรด แผนที่ชัดเจนช่วยลดการตัดสินใจแบบฉับพลันและสร้างวินัย

4. หลีกเลี่ยงการเทรดเกินไป
อย่าเทรดมากเกินไปเพื่อหวังชดเชยการขาดทุนหรือไล่ตามกำไร การเทรดเกินไปมักนำไปสู่ความเหนื่อยล้าและความผิดพลาด

5. พักหลังการขาดทุน
ถอยออกจากตลาดหลังการเทรดขาดทุนเพื่อลดการเทรดล้างแค้น ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดทุนที่ใหญ่ขึ้น

6. ฝึกความอดทน
รอโอกาสที่มีโอกาสสำเร็จสูง แทนการบังคับให้เกิดการเทรด ความอดทนเป็นทักษะสำคัญสำหรับความสำเร็จระยะยาว

7. ติดตามจิตใจด้วยสมุดบันทึกการเทรด
บันทึกไม่เพียงแต่การเทรด แต่รวมถึงอารมณ์และความคิดของคุณ การทบทวนช่วยระบุรูปแบบพฤติกรรมและปรับปรุงการตัดสินใจ

8. เน้นความสม่ำเสมอระยะยาว
อย่าเน้นชัยชนะรวดเร็ว กำไรเล็ก ๆ ที่สม่ำเสมอในระยะยาวยั่งยืนกว่าการเทรดเสี่ยงสูงเพื่อผลตอบแทนสูง

9. แยกตัวจากผลลัพธ์
เน้นการปฏิบัติตามกลยุทธ์ให้ถูกต้อง ไม่ใช่ผลกำไรหรือขาดทุน วิธีคิดนี้ลดความเครียดและส่งเสริมการเรียนรู้

10. เรียนรู้จากทุกการเทรด
มองทุกการเทรดเป็นโอกาสในการเติบโต วิเคราะห์ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวเพื่อปรับปรุงวิธีการและสร้างความมั่นใจ

ปรากฏการณ์ GameStop ปี 2021

ปรากฏการณ์ GameStop ในปี 2021 เป็นตัวอย่างสมัยใหม่ของอิทธิพลจิตวิทยาตลาดที่ถูกขยายโดยสื่อสังคมออนไลน์ กรณีนี้นักลงทุนรายย่อยที่ประสานงานผ่านฟอรัม Reddit r/WallStreetBets ได้เข้าซื้อหุ้น GameStop อย่างมหาศาลเพื่อท้าทายตำแหน่งชอร์ตของกองทุนเฮดจ์ฟันด์

การเคลื่อนไหวร่วมกันนี้ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างมาก สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อผู้ขายชอร์ต และแสดงให้เห็นผลกระทบของพฤติกรรมฝูงชน (herd effect) และ FOMO กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถเปลี่ยนจิตวิทยาตลาดได้ นักลงทุนรายย่อยซึ่งมักถูกสถาบันใหญ่ละเลยใช้เครื่องมือดิจิทัลสร้างอิทธิพลต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญ นี่แสดงให้เห็นว่าจิตวิทยาและการเคลื่อนไหวร่วมกันของกลุ่มนักลงทุนบางครั้งสามารถทำผลลัพธ์ได้ดีกว่าการวิเคราะห์พื้นฐานแบบดั้งเดิม

สรุป

จิตวิทยาการเทรดมีบทบาทสำคัญต่อการตัดสินใจและผลลัพธ์ของคุณในตลาด อคติทางความคิด เช่น ความมั่นใจเกินไป ความกลัวการสูญเสีย หรือ FOMO อาจทำให้คุณตัดสินใจแบบอารมณ์หรือฉับพลัน ซึ่งส่งผลลบต่อผลลัพธ์

บทความนี้ได้แนะนำอคติทั่วไปที่นักเทรดมักเจอ พร้อมวิธีปฏิบัติที่ช่วยให้คุณสังเกตและจัดการอคติเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการควบคุมจิตใจและเข้าใจว่าความรู้สึกมีผลต่อการตัดสินใจอย่างไร คุณจะสร้างวินัย ปรับปรุงความสม่ำเสมอ และเพิ่มโอกาสความสำเร็จระยะยาวในการเทรด

 

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นและใช้สำหรับการศึกษาเท่านั้น ความคิดเห็น การวิเคราะห์ ราคา หรือเนื้อหาอื่น ๆ ในเอกสารนี้ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำแนะนำในการลงทุน หรือเพื่อให้ความเข้าใจด้านกฎหมายของประเทศ Belize
ผลประกอบการในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันถึงผลประกอบการในอนาคต การกระทำหรือการตัดสินใจใด ๆ ตามข้อมูลในเอกสารนี้ เป็นความเสี่ยงของผู้ดำเนินการเอง XTB ไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ความเสียหาย หรือผลกำไรหรือขาดทุนใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมจากการใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ ทุกการตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาอย่างรอบคอบ และเป็นความรับผิดชอบของท่านเอง
คำถามพบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

จิตวิทยาการเทรดหมายถึงด้านจิตใจและอารมณ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักเทรด รวมถึงการจัดการความเครียด การมีวินัย และอคติทางความคิด

อคติทางความคิดคือทางลัดทางความคิดหรือแนวโน้มที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่สมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น ความมั่นใจเกินไป (overconfidence) กลัวการขาดทุน (loss aversion) และอคติยืนยันความคิดเดิม (confirmation bias)

อคติสามารถทำให้นักเทรดตัดสินใจด้วยอารมณ์มากกว่าตรรกะ นำไปสู่ข้อผิดพลาด เช่น การเทรดเกินความจำเป็น การถือโพซิชั่นขาดทุนไว้นานเกินไป หรือพลาดโอกาสที่ทำกำไรได้

  • จดบันทึกการเทรดเพื่อติดตามการตัดสินใจและอารมณ์
  • ปฏิบัติตามแผนการเทรดที่ชัดเจน พร้อมกฎการเข้าซื้อ ขาย และการบริหารความเสี่ยง
  • พักผ่อนระหว่างการเทรดเพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจตามอารมณ์ในตลาดที่ผันผวน
4 นาที

คู่มือพื้นฐาน | กลยุทธ์กระจายการลงทุน

5 นาที

สภาพอากาศมีผลต่อราคาธัญพืชโลกอย่างไร?

3 นาที

ควบคุมอารมณ์อย่างไรในการลงทุน?

เข้าสู่ตลาดพร้อมลูกค้าของ XTB Group กว่า 2 000 000 ราย

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราให้บริการมีความเสี่ยง เศษหุ้น (Fractional Shares) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจาก XTB แสดงถึงการเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนหรือ ETF เศษหุ้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ สิทธิของผู้ถือหุ้นอาจถูกจำกัด
ความสูญเสียสามารถเกินกว่าเงินที่ฝาก