หุ้นของ Blue Owl Capital ร่วงลงมากกว่า 7% หลังจากกองทุน Private Credit ที่บริษัทเป็นเจ้าของและใช้ชื่อเดียวกัน ประกาศว่าจะยุติการเปิดให้นักลงทุนไถ่ถอนเงินรายไตรมาส ซึ่งก่อนหน้านี้เคยอนุญาตให้ทำได้ตามปกติ
กองทุนระบุว่า เงินลงทุนของลูกค้าจะทยอยคืนให้แบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น ผ่านการขายสินทรัพย์ หรือการรับชำระหนี้จากลูกหนี้
เรื่องนี้สะท้อนอย่างชัดเจนถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่อาจเกิดขึ้นภายในกองทุน โดยการตัดสินใจระงับการถอนเงินมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่กองทุนประกาศขายพอร์ตการลงทุนมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์
คำถามคือ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียง “ความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง” ระหว่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินกับความต้องการของลูกค้า หรือว่านี่คือ “รอยร้าวแรก” ของตลาดที่ขาดการกำกับดูแลอย่างเพียงพอ?
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานว่ากรณีนี้จะลุกลามกลายเป็นวิกฤตในวงกว้าง บริษัทระบุว่าการขายแพ็กเกจการลงทุนดังกล่าวทำได้ที่ 99.7% ของมูลค่าที่ตราไว้ (par value) ซึ่งบ่งชี้ว่าการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ยังสมเหตุสมผล และสภาพคล่องยังคงอยู่ แม้อาจลดลงบ้าง
ตลาด Private Credit และ Private Equity กลายเป็นจุดสนใจของนักวิเคราะห์จำนวนมากในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา ในฐานะปัจจัยเสี่ยงที่อาจจุดชนวนวิกฤตการเงินครั้งถัดไป และดูเหมือนว่านักลงทุนบางส่วนก็เริ่มกังวลเช่นกัน สะท้อนจากกระแสเงินทุนไหลออกที่เพิ่มขึ้นและแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากกองทุนประเภทนี้ ตามรายงานของ The Wall Street Journal
ในตอนนี้ ตลาด “ภาคเอกชน” ยังไม่แสดงสัญญาณตื่นตระหนก แต่ความตึงเครียดกำลังก่อตัวอย่างชัดเจน ด้วยระดับความเสี่ยงที่สูง การใช้เลเวอเรจทางการเงิน และการขาดความโปร่งใสกับการกำกับดูแลอย่างมาก ทำให้หากเกิดปัญหา ความเสียหายอาจลุกลามรวดเร็วกว่าตลาดส่วนอื่น ๆ
การตัดสินใจของ Blue Owl Capital อาจสะท้อนเพียงจุดอ่อนของบริษัทเดียว ซึ่งยังไม่กระทบต่อตลาดโดยรวม อย่างไรก็ตาม หากมีประกาศลักษณะเดียวกันจากหลายบริษัทในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ “ปัญหา” อีกต่อไป แต่อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “หายนะ” ได้
OBDC.US (D1)
Source: xStation5
Today’s declines are a continuation of the company’s long-term valuation downtrend.
ข่าวเด่นวันนี้ 20 ก.พ.
ไมเคิล เบอร์รี่ และ Palantir: นักวิเคราะห์ชื่อดังตั้งข้อกล่าวหาหนัก
สรุปตลาด 🚩 ตลาดยุโรปและ EUR/USD ปรับตัวลง ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สหรัฐฯ–อิหร่านที่ตึงเครียดสูงขึ้น
น้ำมัน (OIL): ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ⚔️