หนึ่งในบริษัทสหรัฐฯ ที่อาจไม่ได้โดดเด่นมากนัก แต่มีความสำคัญในระดับหนึ่งและรายงานผลประกอบการในวันนี้คือ Ross Stores
Ross Stores ดำเนินธุรกิจร้านค้าปลีก Discount หลายแบรนด์ โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อน้อยกว่า บริษัทระบุว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือกลุ่ม “รายได้ระดับกลาง” (Middle Income) แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมตลาดค้าปลีกสหรัฐฯ ในปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ประมาณ 80,000–90,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นกลุ่มหลักของ Ross Stores อาจไม่สามารถเรียกว่า “รายได้ระดับกลาง” ได้อย่างชัดเจนนัก
ผลประกอบการ
ตัวเลขสำคัญโดยรวมออกมาดี แต่มีบางรายการที่ทำให้ตัวเลขดูแข็งแกร่งกว่าความเป็นจริง
- รายได้ เพิ่มขึ้นเป็น 6.3 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อยที่ประมาณ 6.15 พันล้านดอลลาร์
- ยอดขายสาขาเดิม (Comparable Sales) เพิ่มขึ้น 10% โดยรายงานระบุว่าการเติบโตมาจากทั้งการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าเดิมและการเข้ามาของลูกค้ารายใหม่
- EPS (GAAP) อยู่ที่ 2.66 ดอลลาร์ เทียบกับ Consensus ที่ 1.94 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม 0.60 ดอลลาร์ ของ EPS ดังกล่าวมาจากการได้รับเงินคืนจากภาษีศุลกากร หากตัดรายการนี้ออก EPS จะสูงกว่าคาดประมาณ 6% ไม่ใช่ 37%
- แม้บริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจาก ภาษีศุลกากร (Tariffs) แต่ Operating Margin ยังปรับตัวดีขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานถึง 205 Basis Points สะท้อนว่าประสิทธิภาพในการดำเนินงานดีขึ้นจริง ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวดีขึ้นจากรายการทางบัญชี
สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากที่สุดคือ การปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตในไตรมาสข้างหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่าจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
กราฟราคา Ross Stores (D1)
*เมื่อพิจารณาจากการปรับตัวขึ้นของหุ้น Ross Stores และการวาง Positioning เพื่อรองรับภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” หุ้นค้าปลีกที่มีการเติบโตในระดับ “พอใช้” และมี P/E อยู่ที่ประมาณ 33 เท่า สะท้อนว่า Premium ที่ตลาดให้กับบริษัทซึ่งได้รับประโยชน์จากการที่ผู้บริโภคอ่อนแอลง อาจถูกสะท้อนอยู่ในราคาไปมากแล้ว
Source: xStation5
นัยต่อเศรษฐกิจมหภาค
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขผลประกอบการคือ สัญญาณทางเศรษฐกิจมหภาคจากผลประกอบการล่าสุดของบริษัทค้าปลีกและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค โดยพบแนวโน้มสำคัญ 2 ประการ ซึ่งสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจโดยรวม
กลุ่มร้านค้าปลีก Discount อย่าง Ross และ Target รายงานผลประกอบการได้ดี ขณะที่แบรนด์ระดับราคากลางถึงกลางบน เช่น Estée Lauder ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน ในทางกลับกัน อดีตผู้นำตลาดอย่าง Walmart และ Costco กลับปรับตัวลงอย่างรุนแรงหลังประกาศผลประกอบการ
เพราะอะไร?
ในเดือนกรกฎาคม ยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ลดลง 0.6% MoM ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 9 เดือน อย่างไรก็ตาม ยอดค้าปลีกยังคงสูงกว่าปีก่อน 5% YoY
ข้อมูลก่อนหน้านี้ยังชี้ว่า การบริโภคที่แท้จริง (Real Consumption) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกัน อัตราการออมลดลงมาอยู่ที่ 2.7%
นั่นหมายความว่า อุปสงค์ของผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง แต่เงินสำรองทางการเงินของครัวเรือนกำลังลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณสำคัญต่อแนวโน้มการบริโภคในระยะต่อไป
ในสถานการณ์เช่นนี้ บริษัทที่นำเสนอความคุ้มค่าที่ดีที่สุดเมื่อเทียบระหว่างราคาและคุณภาพ มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับแบรนด์ประเภท “Aspirational” ที่มุ่งจับกลุ่มลูกค้าซึ่งยังไม่ได้รับแรงกดดันทางการเงินอย่างหนัก
เช่นเดียวกับสิ่งที่สะท้อนจากผลประกอบการของบริษัทค้าปลีก ภาพรวมทั้งหมดชี้ว่า การเติบโตของการบริโภคกำลังมีคุณภาพลดลงและเปราะบางมากขึ้น ขณะที่แรงกดดันด้านต้นทุนจาก ราคาน้ำมันเบนซินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งต่อผู้บริโภค ผู้จัดจำหน่าย และผู้ผลิต มีแนวโน้มที่จะยิ่งตอกย้ำแนวโน้มดังกล่าวให้ชัดเจนขึ้น
ข่าวเด่นวันนี้ 24 ส.ค.
3 ตลาดที่น่าจับตาในสัปดาห์
US OPEN: ตลาดพักหายใจ หลัง Treasury เข้าแทรกแซงตลาดหนี้สหรัฐฯ
🔥 BREAKING: US Services PMI แข็งแกร่งกว่าคาด! EURUSD ยังทรงตัว ↔️