08:46 · 27 กรกฎาคม 2026

เมื่อไรราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะส่งผลมาถึงเรา?

ราคาน้ำมันพุ่ง จะนำไปสู่เงินเฟ้อแบบปี 2022 อีกครั้งหรือไม่?

เมื่อพิจารณาจากตัวชี้วัดเศรษฐกิจที่สำคัญ จะเห็นได้ชัดว่าตลาดกำลังเผชิญกับ วิกฤตพลังงานที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ในปี 2022 แม้จะไม่เหมือนกันทั้งหมด

การกลับมาของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียง เรื่องของเวลา แต่โครงสร้างและขนาดของผลกระทบจะแตกต่างออกไปอย่างมากจากรอบก่อน


จากน้ำมันดิบสู่เชื้อเพลิง

คำถามสำคัญคือ ความต้องการเชื้อเพลิงที่แข็งแกร่งกำลังเป็นปัจจัยที่จำกัดการปรับขึ้นของราคาน้ำมันอยู่หรือไม่?

คำตอบคือ ส่วนหนึ่งใช่

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ปัจจุบันคอขวดสำคัญที่สุดในตลาดพลังงานโลก ไม่ได้อยู่ที่น้ำมันดิบ (Crude Oil) แต่อยู่ที่ กำลังการกลั่นน้ำมัน (Refining Capacity)

ข้อมูลตลาดสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของ ค่าการกลั่น (Refining Margins) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความตึงตัวในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมัน

Refining Margins (NYMEX 3-2-1) [2025-2026]

 
 

ที่มา: Bloomberg Finance

ค่าการกลั่นมีสัดส่วนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนข้อจำกัดของกำลังการผลิตเชื้อเพลิง

ปัจจุบัน ค่าการกลั่น (Refining Margin) คิดเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันหนึ่งบาร์เรล และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าสถานการณ์นี้จะเปลี่ยนแปลงในเร็ว ๆ นี้

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ในบริบทปัจจุบัน ช่วยอธิบายแนวคิดเรื่อง ความยืดหยุ่นของอุปทาน (Supply Elasticity) ได้อย่างชัดเจน

อุปทานน้ำมันดิบสามารถเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างรวดเร็ว ไม่ว่าจะผ่านการเพิ่มกำลังการผลิต หรือการปล่อยน้ำมันจาก คลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Reserves)

การเพิ่มอุปทานดังกล่าวสามารถกดดันราคาน้ำมันดิบให้ลดลงได้ แต่สิ่งสำคัญคือ:

เราไม่ได้เติมน้ำมันดิบลงในถังรถยนต์ เครื่องบิน หรือเรือโดยตรง

น้ำมันดิบจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ กลั่น (Refining) ก่อนจึงจะกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้งานได้ และแตกต่างจากการผลิตน้ำมัน การเพิ่มกำลังการกลั่นไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น หากมีการปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองในช่วงที่ตลาดยังขาดแคลนเชื้อเพลิง โรงกลั่นอาจได้รับน้ำมันดิบมากเกินกว่าที่จะสามารถแปรรูปได้ ส่งผลให้โรงกลั่นลดการรับซื้อน้ำมันดิบ

ผลลัพธ์คือเกิดสถานการณ์ที่ดูเหมือนขัดแย้ง:

  • น้ำมันดิบมีราคาถูกลง แม้ตลาดยังเผชิญภาวะขาดแคลน
  • เชื้อเพลิงมีราคาแพงขึ้น แม้วัตถุดิบอย่างน้ำมันดิบจะมีราคาลดลง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง โลกยังมี ปริมาณสำรองน้ำมัน และมีความสามารถในการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือ กำลังการกลั่น


อัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย

ตัวชี้วัดสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือ อัตราการใช้กำลังการกลั่น (Refinery Utilisation) ของประเทศผู้บริโภคและผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น:

  • 🇺🇸 สหรัฐฯ
  • 🇨🇳 จีน
  • 🇷🇺 รัสเซีย

ระดับการใช้กำลังการกลั่นที่สูงสะท้อนว่า โรงกลั่นกำลังดำเนินงานใกล้ขีดจำกัด และมีพื้นที่จำกัดในการเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงเพิ่มเติม ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านราคาน้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ต่อไป แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะมีความผันผวนก็ตาม

 
 

ปัจจุบัน กำลังการกลั่นน้ำมันมากกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ของโลกหยุดชะงักจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ

ปัจจุบัน กำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกมากกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ได้รับผลกระทบจากการปิดกั้นบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)

ในสหรัฐฯ และยุโรป โรงกลั่นกำลังดำเนินงานใกล้เต็มกำลังการผลิต และยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะมีการขยายกำลังผลิตหรือการลงทุนใหม่ในอนาคตอันใกล้

ส่วนโรงกลั่นในรัสเซียเคยมีความสามารถในการผลิตสำรองจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตส่วนนี้ลดลงจนแทบเป็นศูนย์ หลังได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรน

ขณะที่โรงกลั่นของจีนยังคงเป็นปริศนา แม้ว่าหลายฝ่ายเชื่อว่า จีนอาจถือกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดน้ำมัน


จีนกำลังควบคุมตลาดจากเบื้องหลังหรือไม่?

เริ่มจากข้อเท็จจริง:

  • ปริมาณสำรองน้ำมันและเชื้อเพลิงของจีนยังไม่มีข้อมูลที่เปิดเผยอย่างชัดเจน แต่จากประมาณการและข้อมูลบางส่วนที่เผยแพร่ เชื่อว่าจีนอาจมีคลังสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
  • จีนลดการนำเข้าน้ำมันลงเกือบครึ่งหนึ่งนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น ซึ่งหมายถึงน้ำมันดิบประมาณ 20 ล้านตัน ได้หายออกจากตลาด (คิดเป็นราว 5–10% ของความต้องการน้ำมันทั่วโลก)
  • ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จีนเข้าซื้อน้ำมันจากตลาดในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
  • ฉายา “โรงงานของโลก” (World’s Factory) ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล เพราะจีนคิดเป็นประมาณ 30% ของการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในปี 2025

จีนไม่สามารถผลิตน้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศได้ทั้งหมด แต่กำลังการกลั่นของจีนในปัจจุบันสามารถรองรับความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ และยังมีศักยภาพในการส่งออกเชื้อเพลิงอีกด้วย

การลดการนำเข้าน้ำมันของจีนช่วยสร้าง ส่วนกันชนด้านอุปทาน (Safety Margin) ให้กับตลาดน้ำมันโลก ขณะเดียวกัน จีนยังใช้คลังสำรองน้ำมันและน้ำมันเบนซินภายในประเทศเพื่อป้องกันผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

ผลลัพธ์คือ จีนกำลังส่งออกแรงกดดันด้านเงินเฟ้อบางส่วนไปยังประเทศอื่น เนื่องจากสามารถส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนเชื้อเพลิงในราคาสินค้ามากนัก


ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยอธิบายว่า เหตุใดเหตุการณ์ที่มีผลกระทบรุนแรงอย่าง การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ จึงยังส่งผลกระทบต่อข้อมูลเศรษฐกิจและการประเมินมูลค่าตลาดไม่มากนักในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำในขณะนี้เป็นเพียง ปัจจัยชั่วคราว ขณะที่แรงผลักดันด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก


ไฟแห่งเงินเฟ้อกำลังกลับมา?

ไฟต้องอาศัย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เชื้อเพลิง ความร้อน และออกซิเจน เพื่อเผาไหม้

เงินเฟ้อก็มีลักษณะคล้ายกัน

วิกฤตเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในปี 2022 มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง กลไกดังกล่าวก็จะไม่สามารถขยายตัวเป็นวงกว้างได้

1. ปัจจัยด้านอุปทาน (Supply Factor)

โรงงานและท่าเรือที่ปิดตัวลง รวมถึงมาตรการคว่ำบาตร ทำให้ตลาดเกิดความไม่สมดุล และจำกัดปริมาณสินค้าที่สามารถเข้าสู่ตลาดได้

2. ปัจจัยด้านอุปสงค์ (Demand Factor)

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การมีเงินออมของผู้บริโภคในระดับสูง และฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของภาคธุรกิจ สร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้น

สองปัจจัยแรกนำไปสู่ปัจจัยที่สาม:

3. อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power)

หรือความสามารถของบริษัทในการขึ้นราคา

ในปี 2022 บริษัทต่าง ๆ ไม่เพียงสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค แต่ยังสามารถเพิ่มอัตรากำไรได้อีกด้วย ไม่ใช่เพราะจำเป็นต้องทำ แต่เพราะตลาดเปิดโอกาสให้ทำได้


ปัจจุบันขาด 2 ใน 3 ปัจจัยของเงินเฟ้อปี 2022

แล้วสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างอย่างไร?

ปัจจัยด้านอุปทานยังอยู่ในระดับควบคุมได้

การปิดช่องแคบฮอร์มุซและสงครามในยูเครนยังทำให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ตึงตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง

การเคลื่อนไหวของราคายังค่อนข้างจำกัด

ราคาน้ำมันที่ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ยังไม่ใช่ระดับวิกฤต

ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ประมาณ 3–4%

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะ:

  • ปัจจัยด้านอุปสงค์ยังอ่อนแอ
  • อำนาจในการกำหนดราคาของบริษัทลดลงอย่างมาก

กลไกดังกล่าวจะเริ่มส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างชัดเจนเมื่อราคาพลังงานส่งผ่านไปถึงผู้บริโภค

ดังนั้น ภาพรวมสะท้อนว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นล่าช้า แต่แทบหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ ขนาดของการเพิ่มขึ้นของราคา จะรุนแรงเท่ากับปี 2022 หรือไม่?

หลายสัญญาณบ่งชี้ว่า ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น


ผู้บริโภคอ่อนแอ และอำนาจกำหนดราคาที่ลดลง

ปัจจัยด้านอุปสงค์หมายถึง ความสามารถและความเต็มใจของผู้บริโภคในการใช้จ่าย

ในปัจจุบัน สถานะของผู้บริโภคทั่วโลกถือว่าอ่อนแอ และในบางพื้นที่อยู่ในระดับน่ากังวล

กำลังซื้อที่ลดลงทำให้บริษัทมีความสามารถจำกัดในการปรับขึ้นราคา ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากช่วงปี 2022 ที่ผู้บริโภคยังมีเงินสำรองและพร้อมยอมรับราคาที่สูงขึ้น

ดังนั้น แม้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานอาจกลับมา แต่โอกาสเกิดวงจรเงินเฟ้อแบบรุนแรงเหมือนปี 2022 ยังคงมีข้อจำกัดจากฝั่งอุปสงค์และ Pricing Power

 

ผู้บริโภคเริ่มอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2024–2025 แต่สถานการณ์ดังกล่าวถูกบดบังด้วยเงินออมและการใช้สินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม แหล่งเงินสนับสนุนเหล่านี้เริ่มหมดลงแล้ว ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลเปลี่ยนเป็นการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างสำหรับแรงงานส่วนใหญ่

ตรงกันข้าม ตลาดกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น โดยขนาดของปัญหาถูกบดบังจาก:

  • คุณภาพของข้อมูลแรงงานที่มีข้อจำกัด
  • อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน (Labour Force Participation Rate) ที่ลดลง
  • การเพิ่มขึ้นของรูปแบบการทำงานแบบ Gig Work

ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) ของบริษัทลดลงอย่างมาก

การบริโภคเริ่มทรงตัวหรือชะลอตัวในบางพื้นที่ เงินสำรองของผู้บริโภคลดลง และสถานการณ์ตลาดแรงงานยังมีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ แรงกดดันจากสินค้าต้นทุนต่ำของจีนยังเพิ่มความยากลำบากให้บริษัทต่าง ๆ ในการรักษาระดับราคาและอัตรากำไร


มุมมองต่อตลาด

แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคไม่มีพื้นที่ในงบประมาณสำหรับการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น?

คำตอบคือ:

อัตรากำไรของบริษัทจะถูกกดดัน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจำนวนมากสามารถเพิ่มอัตรากำไรได้อย่างมากเป็นประวัติการณ์ และในทางทฤษฎีอาจมีส่วนต่างให้ปรับลดลงได้

แต่ปัญหาคือ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่ใช้ช่วงเวลาเงินเฟ้อเป็นโอกาสในการเพิ่มอัตรากำไร และกลุ่มธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุดในรอบนี้ ซึ่งก็คือ กลุ่มสินค้าผู้บริโภค (Consumer Sector) มักมีความสามารถในการขยายอัตรากำไรน้อยกว่ากลุ่มพลังงาน การเงิน หรือเทคโนโลยี


ใครจะได้ประโยชน์ และใครอาจได้รับผลกระทบมากที่สุด?

ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน โดยแต่ละอุตสาหกรรมและรูปแบบธุรกิจมีความสามารถในการรับมือกับสภาวะตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน

บริษัทที่มี:

  • การควบคุมต้นทุนที่ดีกว่า
  • ความสามารถในการรักษาอัตรากำไร
  • ขนาดธุรกิจที่สร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน

มีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่า เช่น:

  • ธุรกิจค้าปลีกที่เน้นสินค้าอุปโภคบริโภคและประโยชน์จาก Economy of Scale เช่น Walmart
  • ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน เช่น Chevron และ Valero
  • ตลาดรถยนต์มือสองและบริการซ่อมบำรุง เช่น AutoZone

ในทางกลับกัน บริษัทที่มีความเสี่ยงมากกว่า ได้แก่ ธุรกิจที่มีต้นทุนสูงและมีความยืดหยุ่นต่ำในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น:

  • สายการบินต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มราคาประหยัด เช่น Frontier Group
  • ธุรกิจการเงินที่เน้นลูกค้ากลุ่ม Subprime เช่น CRMT
  • ธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะ Casual Dining เช่น Dine Brands

อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีคำเตือนว่า นี่เป็นเพียง หนึ่งในสถานการณ์ที่เป็นไปได้ ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบริบทเศรษฐกิจมหภาค

หากปัจจัยด้านอุปสงค์ การเงิน หรือนโยบายของธนาคารกลางเปลี่ยนแปลง ภาพรวมของตลาดอาจแตกต่างออกไป

Kamil Szczepanski
นักวิเคราะห์ตลาดการเงิน, XTB

Kamil Szczepański

Analityk Rynków Finansowych

Kamil Szczepański dołączył do XTB w 2025 roku i zajmuje się głównie szerokim zakresem zagadnień dotyczącymi rynku akcyjnego. Specjalizuje się w analizie fundamentalnej spółek oraz identyfikowaniu ryzyka, ze szczególnym uwzględnieniem spółek zbrojeniowych, technologicznych oraz czynników makro/geopolitycznych. Jako analityk korzysta głównie z analizy fundamentalnej oraz modeli wyceny, śledzi też właściwości instrumentów pochodnych, sygnały z rynku długu oraz OSINT. Autor szeregu wyczerpujących analiz spółek oraz prognoz geopolitycznych. Prywatnie zainteresowany finansami behawioralnymi, analizą konfliktów zbrojnych i ryzyka systemowego oraz wpływu AI na rynki finansowe i gospodarkę.

ไปที่หน้าผู้เชี่ยวชาญ 
27 กรกฎาคม 2026, 08:42

ข่าวเด่นวันนี้ 27 ก.ค.

27 กรกฎาคม 2026, 08:40

3 ตลาดที่น่าจับตาในสัปดาห์นี้

24 กรกฎาคม 2026, 15:34

BREAKING: เศรษฐกิจยูโรโซนฟื้นตัว? PMI สดใส แต่ราคาน้ำมันและก๊าซสูงยังเป็นแรงกดดัน

24 กรกฎาคม 2026, 15:26

Economic Calendar: ภาคอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมัน

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราให้บริการมีความเสี่ยง เศษหุ้น (Fractional Shares) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจาก XTB แสดงถึงการเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนหรือ ETF เศษหุ้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ สิทธิของผู้ถือหุ้นอาจถูกจำกัด
ความสูญเสียสามารถเกินกว่าเงินที่ฝาก