ราคาโลหะมีค่าฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการร่วงลงครั้งประวัติศาสตร์ โดยนักลงทุนสาย “ซื้อเมื่อย่อตัว” (dip buyers) กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
ทองคำพุ่งขึ้น 5% แตะ 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่เงินดีดตัว 8% สู่ 88 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ฟื้นคืนส่วนหนึ่งของแรงเทขายที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2013
ย้อนกลับไปในเดือนมกราคม โลหะมีค่าปรับตัวขึ้นแรงจากกระแสเก็งกำไร ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อย่างไรก็ตาม แรลลี่ดังกล่าวถูกหยุดลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
วันนี้ การรีบาวด์ได้รับแรงหนุนจากสถานะการลงทุนขนาดใหญ่ของกองทุนจีนและนักลงทุนรายย่อยฝั่งตะวันตก การกลับมาของการเก็งกำไรผ่าน Call Options และเงินทุนไหลเข้า ETF แบบเลเวอเรจ
โลหะมีค่ายังได้อานิสงส์จากบรรยากาศ “รับความเสี่ยง” (risk-on) ในตลาดการเงิน และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มทรงตัวหลังแข็งค่าขึ้นก่อนหน้า ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าธนาคารของรัฐจีนพยายามลดความผันผวนของตลาดโลหะมีค่า แม้ผลลัพธ์ยังจำกัด
UBS มองว่าการปรับฐานครั้งนี้อาจเป็น “การพักฐานที่ดีต่อสุขภาพ” และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสะสมในระดับราคาที่น่าสนใจมากขึ้น
บางธนาคารยังคงคาดว่าขาขึ้นจะกลับมาอีกครั้ง โดย Deutsche Bank ย้ำเป้าหมายราคาทองคำสูงถึง 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ธนาคารชี้ว่าปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นมักมีผลมากกว่า และมุมมองรวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อทองคำยังไม่ได้แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้ง Deutsche Bank และ Barclays ยังเห็นพ้องว่าพื้นฐานของทองคำยังแข็งแกร่ง จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบาย และแนวโน้มการกระจายเงินสำรองของประเทศต่าง ๆ ที่ยังสนับสนุนความต้องการซื้อ
ส่วน “เงิน” ยังคงผันผวนมากกว่าทองคำ เพราะเป็นตลาดที่เล็กกว่า จึงมีความผันผวนสูงและมีสัดส่วนนักลงทุนรายย่อยมากกว่า
คาดการณ์ว่าอุปสงค์เงินทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในปี 2030 สู่ระดับ 48,000–54,000 ตันต่อปี ขณะที่อุปทานอาจเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 34,000 ตัน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลน
เฉพาะอุตสาหกรรมโซลาร์เซลล์อาจใช้เงินถึง 10,000–14,000 ตันต่อปี หรือราว 41% ของอุปทานโลก สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานระยะยาวเชิงบวกยังคงอยู่
คำถามสำคัญตอนนี้คือ นักลงทุนจีนจะมีบทบาทขับเคลื่อนตลาดเซี่ยงไฮ้มากเพียงใด โดยเฉพาะก่อนเทศกาลตรุษจีน ท่ามกลางรายงานการซื้อเครื่องประดับและทองคำแท่งที่เพิ่มขึ้นในเซินเจิ้น
ตลาดยังจับตาความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน และความเป็นไปได้ของการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ใหม่ ซึ่งหากมีความคืบหน้า อาจลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและกดดันราคาทองคำ
📊 ทองคำและโลหะเงิน (กรอบเวลา D1)
ทองคำดีดตัวกลับอย่างรวดเร็วหลังหลุดต่ำกว่าเส้น EMA 50 วันบนกราฟรายวัน โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 เส้น EMA 50 วันทำหน้าที่เป็นแนวรับของเทรนด์ขาขึ้นอย่างแข็งแกร่งมาโดยตลอด

แหล่งที่มา: xStation5
เงิน (Silver) ดีดตัวกลับขึ้นมาเช่นกัน หลังจากร่วงลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน (EMA 50) โดยขนาดการปรับฐานใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2025
อย่างไรก็ตาม ดัชนี RSI ยังไม่สามารถกลับขึ้นไปเหนือระดับ 50 ได้ หลังจากการร่วงลงอย่างรุนแรงล่าสุด

แหล่งที่มา: xStation5
อานิสงส์จากการฟื้นตัวของราคาทองคำและเงิน หุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกองทุนที่เกี่ยวข้องก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
ในยุโรป ดัชนี Stoxx 600 กลุ่มทรัพยากรพื้นฐาน (Basic Resources) เพิ่มขึ้นมากกว่า 2%
ที่ลอนดอน หุ้นอย่าง Rio Tinto, Anglo American, Antofagasta และ Fresnillo ต่างปรับตัวสูงขึ้น
ฝั่งสหรัฐฯ กองทุน ETF ที่อิงกับราคาเงินดีดตัวแรง ขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทเหมืองเงินก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน นำโดย Endeavour Silver, Coeur Mining, Hecla Mining และ First Majestic Silver

ทองคำกำลังทำสถิติเปิดปีแข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายทศวรรษ — แม้จะเผชิญแรงเทขายตื่นตระหนกอย่างหนักในวันศุกร์ที่ผ่านมา
แหล่งที่มา: Bloomberg Finance L.P.
ข่าวเด่นวันนี้
BREAKING: กองทัพเรือสหรัฐฯ ยิงโดรนอิหร่านที่เข้ามาใกล้เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln 🗽
🚨 Bitcoin และ Ethereum ปรับตัวลดลง ท่ามกลางความเชื่อมั่นที่อ่อนแรงในวอลล์สตรีท
💰 เติมพลังพอร์ต รับสิทธิ์ Cashback ทันที