การปรับฐานของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในสัปดาห์นี้เคยร่วงลงมากถึง 8% มีสาเหตุหลักมาจากอารมณ์ของตลาดที่คลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงในระยะสั้น มากกว่าจะเป็นผลจากการแก้ไขวิกฤตอย่างยั่งยืน ทั้งที่ก่อนหน้านี้คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ตลาดกำลังตอบสนองต่อข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการลดระดับความตึงเครียด แต่ท้ายที่สุดแล้ว ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญเกิดขึ้นจริง ขณะเดียวกัน โลกยังคงเดินหน้าต่อ และมีการนำแนวทางต่าง ๆ มาใช้ ไม่เพียงเพื่อให้การซื้อขายน้ำมันดำเนินต่อไป แต่ยังเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกในอนาคต
แม้ปัจจัยพื้นฐานอย่างอุปสงค์และอุปทานจะเป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ราคายังคงถูกขับเคลื่อนเป็นหลักด้วยพาดหัวข่าวและกระแสข่าวด้านภูมิรัฐศาสตร์ แล้วอะไรคือปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการร่วงลงของราคาในช่วงที่ผ่านมา?
- ช่องทางการทูตเปิดขึ้นในเตหะราน: การพบกันระหว่าง Badr al-Busaidi รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน และ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ทำให้เกิดความหวังว่าจะมีการจัดตั้งเส้นทางเดินเรือชั่วคราวในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ต่อมามีข่าวเชิงลบจากอิหร่านเกี่ยวกับโอกาสในการเจรจาที่ลดลง รวมถึงกรณีเรือบรรทุกน้ำมันของอินเดียที่ต้องหันกลับ
- “Economic D-Day” รุนแรงน้อยกว่าที่คาด: มาตรการคว่ำบาตรที่ประกาศโดย Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ถูกตีความโดยนักลงทุนว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มแรงกดดันในการเจรจา มากกว่าจะเป็นการปิดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม อิหร่านกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนักในการส่งออกน้ำมัน ขณะที่ Donald Trump พูดถึงการเพิ่มแรงกดดันเพื่อแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจโลก
- สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น: รายงาน API ระบุว่าสต็อกน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.2 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8 ล้านบาร์เรล ช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม รายงาน DOE ที่ออกมาในภายหลังกลับให้ภาพที่แตกต่าง โดยพบว่าสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่สต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมันลดลงอย่างมาก
- การไหลออกของน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียยังดำเนินต่อไป: แม้จะมีถ้อยแถลงเกี่ยวกับสงครามที่รุนแรงขึ้น แต่ปริมาณน้ำมันดิบที่ถูกขนส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านเส้นทางทางเลือกและเส้นทางที่มีการคุ้มกันกำลังเพิ่มขึ้น แม้จะมีการประกาศปิดกั้นสองชั้น แต่ภายในเวลา 24 ชั่วโมง มีเรืออย่างน้อย 7 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเปิด Transponder และคาดว่าอาจมีเรืออีกหลายเท่าที่แล่นผ่านโดยปิดบังตำแหน่ง
ผู้ผลิตเร่งทำ Hedging และความเสี่ยงที่อุปสงค์อาจไม่เพียงพอในปี 2027
ขณะที่ตลาด Spot ยังคงเคลื่อนไหวตามพาดหัวข่าว การเปลี่ยนแปลงสำคัญกำลังเกิดขึ้นที่ปลายเส้น Forward Curve โดยราคาสัญญาน้ำมันปี 2027 ที่ปรับขึ้นมาอยู่บริเวณ 80 ดอลลาร์สำหรับ Brent และ 75 ดอลลาร์สำหรับ WTI ได้กระตุ้นให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันในภาค E&P เร่งทำ Hedging อย่างมาก
- ล็อกผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ที่ 7–10%: ราคาที่ 80 ดอลลาร์เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Permian รวมถึงบราซิลและแอฟริกาตะวันตก สามารถล็อกผลตอบแทนจากสินทรัพย์และรายได้ที่มั่นคงตลอดทั้งปีได้ เมื่อบริษัทน้ำมันสามารถลงทุนขุดเจาะด้วยเงินทุนของตัวเองและล็อกราคาขายล่วงหน้าไว้แล้ว ก็มีโอกาสที่การผลิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- การเพิ่มรายจ่ายลงทุน (CAPEX): โครงการที่เดิมวางแผนไว้โดยสมมติราคาน้ำมันอยู่ที่ 60–65 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่เราเห็นในช่วงปลายปี 2025 และต้นปี 2026 สามารถได้รับเงินทุนเต็มจำนวนเมื่อราคาน้ำมันอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- การผลิตน้ำมันมีโอกาสเพิ่มขึ้น: สหรัฐฯ แคนาดา บราซิล และประเทศอื่น ๆ ในทวีปอเมริกา รวมถึงประเทศในแอฟริกา อาจเพิ่มกำลังการผลิตได้มากถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า เนื่องจากผู้ผลิตสามารถล็อกราคาที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ต้นทุนส่วนเพิ่มของน้ำมันจากโครงการใหม่โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 55–60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้การผลิตที่มีต้นทุนสูง เช่น Shale Oil หรือ Oil Sands ก็ยังสามารถทำกำไรได้ที่ราคาประมาณ 80 ดอลลาร์
- ความเสี่ยงที่ผู้ซื้ออาจไม่เพียงพอในปี 2027: หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลงในที่สุด การผลิตใหม่จะเข้าสู่ตลาดพร้อมกับราคาที่ผู้ผลิตล็อกไว้ในระดับสูงผ่านการทำ Hedging ส่งผลให้ตลาด Physical Oil ในปี 2027 อาจเผชิญภาวะที่ผู้ซื้อไม่ต้องการซื้อในราคาที่สูงดังกล่าว และนำไปสู่การเทขายครั้งใหญ่
การเปลี่ยนแปลงของ Brent Curve: มีนาคม กรกฎาคม และสิงหาคม 2026
กราฟโครงสร้างราคา Brent Term Structure เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัด Refining Margin แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่าง แรงกระแทกในระยะสั้นกับมูลค่าในระยะยาว
- เส้นเดือนมีนาคม 2026 (สีม่วง): แสดงภาวะ Backwardation อย่างรุนแรง โดยราคา Spot ซื้อขายใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2027 เป็นต้นไป เส้นราคาปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและยึดอยู่ในช่วง 70–80 ดอลลาร์ ซึ่งเส้นนี้สะท้อนระดับที่สัญญาเดือนตุลาคมในปัจจุบันควรซื้อขายได้ค่อนข้างดี
- เส้นเดือนกรกฎาคม 2026 (สีน้ำเงิน): ระดับราคาของสัญญาระยะใกล้ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่ยังดำเนินต่อไป ซึ่งส่งผลให้ Refining Margin ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
- เส้นเดือนสิงหาคม 2026 (สีดำ): เริ่มต้นที่ประมาณ 88 ดอลลาร์ และค่อย ๆ ลาดลงสู่ระดับ 70–75 ดอลลาร์ จุดที่น่าสังเกตคือ แม้ราคาสัญญาระยะใกล้ของเส้นปัจจุบันจะใกล้เคียงกับเส้นเดือนมีนาคม แต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 กลับเห็นการปรับตัวลงของ Curve อย่างชัดเจน ซึ่งไม่ได้เกิดจากราคาสปอตปัจจุบันที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจาก การทำ Hedging ที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตน้ำมัน ด้วย
Forward curve in March, July, and August. Source: Bloomberg Finance LP, XTB
คุณค่าด้านการคาดการณ์จากส่วนปลายที่แบนราบของ Curve
ความนิ่งของสัญญา Futures ระยะยาวและ Calendar Spread ที่อยู่ในระดับต่ำ ไม่ได้ถูกใช้เพื่อคาดการณ์ราคาน้ำมัน Spot ที่แน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีก 2 ปีข้างหน้า แต่ข้อมูลเหล่านี้ให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างที่มีคุณค่าอย่างมากแก่ตลาด
- สะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่ม: ปลาย Curve ระยะยาวสะท้อนต้นทุนส่วนเพิ่มในระยะยาวของการผลิตน้ำมันดิบเพิ่มอีก 1 บาร์เรล ซึ่งหากราคาต่ำกว่าระดับดังกล่าว การลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำมันใหม่ก็จะไม่คุ้มค่าอีกต่อไป
- แรงดึงดูดของตลาด Spot: เมื่อปัจจัยช็อกจากภูมิรัฐศาสตร์หรือการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นจำนวนมากหมดไป ราคาน้ำมันในตลาด Physical ย่อมมีแนวโน้มปรับตัวลงเข้าสู่ระดับของช่วง Curve ที่แบนราบ
- ไม่มีภาวะขาดแคลนเชิงโครงสร้าง: Calendar Spread ที่อยู่ในระดับต่ำสำหรับสัญญาระยะยาวยืนยันว่า นักลงทุนสถาบันมองภาวะตลาดกระทิงจากสงครามและปัญหาด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบันว่าเป็นเพียง ปรากฏการณ์ชั่วคราว ไม่ใช่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในเชิงโครงสร้าง
ทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับ Trump (Fake it, till you make it)
แม้ที่ผ่านมาเรามักใช้คำย่ออย่าง TACO, NACHO หรือแม้แต่ TAMALES เมื่อพูดถึง Donald Trump แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความผันผวนส่วนใหญ่ของตลาดยังคงเกิดขึ้นตามถ้อยแถลงของเขา
ในช่วงกลางสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม Donald Trump ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดอยู่ และมีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบดังกล่าวในช่วงที่ผ่านมาอยู่ที่ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ข้อมูลนี้จะดูเป็นข่าวบวกในเบื้องต้น แต่ต้องไม่ลืมว่า การทำให้ตลาดน้ำมันกลับมามีเสถียรภาพส่วนใหญ่เกิดจากกลไกของตลาดและความร่วมมือจากสถาบันระหว่างประเทศ มากกว่าจะเป็นผลโดยตรงจาก Donald Trump
นอกจากนี้ ตลาดเริ่มตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือของคำพูดและคำยืนยันของเขามากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากท่าทีของตลาดน้ำมันหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดทำการ โดยราคาน้ำมัน Brent ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ขณะที่รายงาน DOE ยังเข้ามาช่วยหนุนราคา และสามารถลบล้างผลกระทบก่อนหน้าจากรายงาน API ได้อย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น หากสถานการณ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ การปรับตัวลงของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงการลดลงชั่วคราว ขณะที่ Premium ในตลาดเชื้อเพลิงอาจกลับมาอีกครั้งด้วยแรงที่มากกว่าเดิม และมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง

Brent ฟื้นตัวกลับมาเกือบครึ่งหนึ่งของการร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อวานนี้แล้ว โดยการปรับตัวลงดังกล่าวเกิดจากเพียงข่าวลือและความคาดหวังของตลาด ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมซึ่งจะนำไปสู่การกลับสู่ภาวะปกติของสถานการณ์
ที่มา: xStation5
ตลาดกำลังตอบสนองต่อคำขู่ของปูตินหรือไม่?
BREAKING: GDP Deflator สหรัฐฯ Q2 พุ่ง 6.4% ขณะที่การใช้จ่ายผู้บริโภคเดือน ก.ค. ทรงตัว
ราคาน้ำมันดิบร่วงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ 🛢️ 📉
ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้น