ฟิวเจอร์สดัชนีสหรัฐฯ ปรับตัวลงในการซื้อขายวันอังคาร โดย S&P 500 Futures (US500) ลดลงเกือบ 0.7% ขณะที่ Nasdaq 100 Futures (US100) ร่วงเกือบ 1.1% ส่งผลให้ทั้งสองดัชนีมีแนวโน้มปิดลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน นักลงทุนเริ่มทยอยทำกำไรก่อนการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของ Nvidia (NVDA.US) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันพรุ่งนี้ โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม
- Bloomberg รายงานว่า NATO กำลังพิจารณาปฏิบัติการทางทหารในช่องแคบ Hormuz หากเส้นทางการค้าสำคัญดังกล่าวยังไม่กลับมาเปิดใช้งานภายในเดือนกรกฎาคม
- Bond Yield สหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งเหนือ 5.18% แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมทั้งสินเชื่อบ้านและบัตรเครดิต ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่มี Valuation สูง
- ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดบ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจเริ่มกลับมาอีกครั้ง ส่วนหนึ่งจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นตามความตึงเครียดเกี่ยวกับอิหร่าน
- Ed Yardeni มองว่า Fed อาจ “ตามหลังเงินเฟ้อ” และเชื่อว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมอาจช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ แต่จะกดดันตลาดหุ้นเพิ่มเติม
- ดัชนี Pending Home Sales ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสู่ 74.8 จากเดิม 73.7 สะท้อนการฟื้นตัวเล็กน้อยของตลาดอสังหาริมทรัพย์
- ยอดขายบ้านรอปิดการขายเพิ่มขึ้น 1.4% MoM สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.0% แม้ต่ำกว่าตัวเลขก่อนหน้าที่ 1.5% เล็กน้อย ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดที่อยู่อาศัยยังคงแข็งแกร่ง แม้อยู่ภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่สูง
US500 (กรอบเวลา H1)
แม้สัญญาฟิวเจอร์ส S&P 500 จะปรับตัวลงในวันนี้ แต่แรงกดดันหลักยังคงอยู่ที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ลดลง 1.4% และร่วงรวมมากกว่า 8% ภายในช่วง 3 วันที่ผ่านมา นักลงทุนกำลังทยอยทำกำไรหลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับ Valuation ที่ตึงตัวเกินไป และความยั่งยืนของการใช้จ่ายในกลุ่ม Data Center และ AI Infrastructure

Source: xStation5
จากภาพด้านบน จะเห็นได้ชัดว่านักลงทุนกำลังหมุนเงินออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในวันนี้ ขณะที่หุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ — ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ Underperform มากตั้งแต่ต้นปี — รวมถึงหุ้น Consumer Staples กลับปรับตัวได้ดีกว่าตลาด
หุ้น Big Tech ส่วนใหญ่ยังเผชิญแรงขายอย่างต่อเนื่อง โดย Amazon ร่วงเกือบ 3% ขณะที่ Alphabet (Google), Tesla และ Nvidia ต่างก็อยู่ภายใต้แรงกดดันเช่นกัน ด้าน Nvidia ยังคงเผชิญความผันผวนอีกครั้งก่อนการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสที่จะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้

Source: xStation5
ข่าวบริษัท
หุ้น Microsoft (MSFT.US) ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้ในวันนี้ แม้ว่าบริษัทจะเปิดตัวอุปกรณ์ Surface รุ่นใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มลูกค้าองค์กร และรองรับการใช้งานด้าน AI Acceleration โดยเฉพาะ
อุปกรณ์รุ่นใหม่ดังกล่าวใช้โปรเซสเซอร์จาก Intel ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณบวกต่อ Intel อย่างไรก็ตาม หุ้น Microsoft ได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 20% จากจุดต่ำสุดในเดือนเมษายน ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มเลือกขายทำกำไรในระยะสั้น

Source: xStation5
หุ้น Jazz Pharma ปรับตัวขึ้นต่อ หลัง UBS อัปเกรดคำแนะนำ
- UBS ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น Jazz Pharmaceuticals เป็น “Buy” จากเดิม “Neutral” พร้อมเพิ่มราคาเป้าหมายสู่ระดับ 307 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อน Upside มากกว่า 33% จากราคาปิดวันจันทร์ โดยธนาคารมองว่าบริษัทมีโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง และมีศักยภาพเติบโตสูงจากกลุ่มยารักษามะเร็ง
Ziihera จะเป็น Growth Driver ตัวใหม่หรือไม่?
- UBS มองว่า Ziihera ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งถุงน้ำดี จะกลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลักของบริษัท โดยคาดว่ายาดังกล่าวจะได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว และอาจได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลก่อนเส้นตายวันที่ 25 สิงหาคม
- ธนาคารเชื่อว่า Ziihera มีศักยภาพในการสร้างรายได้ก้อนใหม่ที่มีนัยสำคัญให้กับ Jazz Pharma ในระยะต่อไป
ธุรกิจ Sleep Franchise ยังแข็งแกร่ง
UBS ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจ Sleep Franchise ของ Jazz โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ Xywav และ Xyrem แม้จะมีความเสี่ยงจากแรงกดดันด้านราคา และการแข่งขันจากกลุ่มยา Orexin-based therapies ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 แต่ UBS มองว่าความเสี่ยงดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังน้อยกว่าโอกาสการเติบโตจาก Ziihera
Pipeline ด้าน Oncology เริ่มมีบทบาทมากขึ้น
ธนาคารยังกล่าวถึง Modeyso ซึ่งเป็นยารักษามะเร็งสมองบางประเภท โดยมองว่าสามารถสร้างยอดขายที่มีนัยสำคัญได้ในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ภาพรวมทั้งหมดจึงสนับสนุนมุมมองว่า Pipeline ด้านมะเร็งของ Jazz จะเริ่มมีบทบาทสำคัญต่อผลประกอบการของบริษัทมากขึ้นเรื่อย ๆ
หุ้น Jazz Pharmaceuticals (กรอบเวลา D1)
หุ้น Jazz Pharmaceuticals ปรับตัวขึ้นเกือบ 38% ตั้งแต่ต้นปี 2026 และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา แม้ราคาจะปรับขึ้นแรงแล้ว แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่ามี Upside เหลืออยู่ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากศักยภาพของยารุ่นใหม่ใน Pipeline ของบริษัท

Source: xStation5
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะเข้าสู่ช่วงปรับฐาน หลังจากการพุ่งขึ้นครั้งประวัติศาสตร์หรือไม่?
ข่าวเด่นวันนี้ 20 พ.ค.
พรีวิวผลประกอบการ NVIDIA: จะช่วยพยุงกำไรของตลาดได้หรือไม่?
CPU จะกลายเป็น “Holy Grail” ใหม่ของวงการ AI หรือไม่? 🚀