ราคาข้าวสาลีปรับฐาน หลังพุ่งขึ้นแรง จับตาภัยแล้ง El Niño และความเสี่ยงจากทะเลดำ
ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าข้าวสาลี (Wheat Futures) กำลังปรับฐานหลังจากพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วบนตลาด Chicago Board of Trade (CBOT) แม้ราคายังคงอยู่สูงกว่าระดับต้นปีอย่างชัดเจน
หลังจากเผชิญแรงกดดันขาลงต่อเนื่องเกือบ 4 ปี ราคาข้าวสาลีเริ่มฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเริ่มตระหนักว่า ปัจจัยพื้นฐานของตลาดกำลังเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ตึงตัวมากขึ้น โดยครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดียว แต่เป็นผลจากการรวมกันของ ภัยแล้ง ความเสี่ยงด้านการส่งออกจากภูมิภาคทะเลดำ และความไม่แน่นอนของอุปทานปุ๋ยทั่วโลก
ตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาสัญญาข้าวสาลีปรับตัวขึ้นเกือบ 25% โดยการปรับขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีแรงกระแทกด้านอุปทานรุนแรงเหมือนหลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 ทำให้โครงสร้างตลาดในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
ด้านหนึ่ง นักลงทุนกำลังสะท้อนความกังวลต่อแนวโน้มผลผลิตที่ลดลง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ความเสี่ยงด้านการขนส่งและการส่งออกจากภูมิภาคทะเลดำกำลังเพิ่มขึ้น ปัจจัยทั้งสองกำลังทำให้ Risk Premium กลับเข้าสู่ราคาข้าวสาลีอีกครั้ง
ทะเลดำกลับมาเป็นปัจจัยกดดันอีกครั้ง
การโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียต่อท่าเรือในเมืองโอเดสซา (Odesa) รวมถึงการโจมตีเรือและโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนในทะเลอาซอฟ (Sea of Azov) ส่งผลกระทบต่อการส่งออกธัญพืชจากภูมิภาคอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อท่าเรือรัสเซียในทะเลดำทำให้ต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น โดยผลกระทบเริ่มเห็นได้จากข้อมูลล่าสุด ซึ่งปริมาณการขนส่งธัญพืชรวมจากภูมิภาคทะเลดำในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมลดลงมากกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจาก รัสเซียและยูเครนคิดเป็นประมาณ 32% ของการค้าข้าวสาลีทั่วโลก
แม้ยูเครนสามารถเปลี่ยนเส้นทางส่งออกผ่านระบบรางหรือแม่น้ำดานูบไปยังท่าเรือโรมาเนียได้ แต่เส้นทางเหล่านี้มีต้นทุนสูงกว่าและมีข้อจำกัดด้านกำลังการรองรับ
ขณะที่รัสเซียก็ไม่มีทางเลือกทดแทนที่ง่าย เนื่องจากท่าเรือในทะเลบอลติกและอาร์กติกอยู่ห่างจากพื้นที่เพาะปลูกหลัก และไม่สามารถรองรับปริมาณการส่งออกในระดับเดียวกันได้
ภัยแล้งเริ่มกดดันผลผลิตทั่วโลก
ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ผลักดันราคาข้าวสาลี คือแนวโน้มสภาพอากาศที่เลวร้ายลง โดยภัยแล้งได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ในซีกโลกเหนือ ขณะที่คาดการณ์ล่าสุดจาก USDA ชี้ว่าผลผลิตของประเทศผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่หลายแห่งมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ประมาณการสำคัญ ได้แก่:
- ผลผลิตจาก 7 ประเทศผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก คาดว่าจะลดลงประมาณ 11% ในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2026/27
- ปริมาณการส่งออกข้าวสาลีทั่วโลกคาดว่าจะลดลงประมาณ 7%
- ผลผลิตข้าวสาลีสหรัฐฯ คาดว่าจะลดลงประมาณ 26% และการส่งออกอาจลดลงเกือบ 15%
- ผลผลิตข้าวสาลีแคนาดาคาดว่าจะลดลงประมาณ 15%
- ออสเตรเลียอาจลดพื้นที่เพาะปลูกข้าวสาลีประมาณ 12% จากภัยแล้งและต้นทุนปุ๋ยที่สูงขึ้น
- อาร์เจนตินาคาดว่าจะมีผลผลิตลดลง แม้ปรากฏการณ์ El Niño อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านผลผลิตบางส่วน
แม้แนวโน้มผลผลิตในรัสเซียและยูเครนยังถือว่าดีกว่าหลายภูมิภาค แต่ความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่ปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือ ความสามารถในการขนส่งธัญพืชเข้าสู่ตลาดโลก
ดังนั้น ปัจจัยด้านโลจิสติกส์กำลังมีความสำคัญใกล้เคียงกับปริมาณผลผลิตในการกำหนดสมดุลตลาดข้าวสาลีโลก
ตลาดเริ่มสะท้อนความผันผวนที่สูงขึ้น
เมื่อปัจจัยพื้นฐานเริ่มตึงตัวขึ้น ความผันผวนโดยนัย (Implied Volatility) ของสัญญาข้าวสาลีก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านครั้งล่าสุด ความผันผวนยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี แต่หลังจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความผันผวนพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลดลงเมื่อความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม ความผันผวนเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงของ การหยุดชะงักด้านอุปทานเพิ่มเติม แม้ว่าการขาดแคลนสินค้าจริงยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม
ตลาดไม่ได้ตอบสนองเพียงต่อสถานการณ์อุปทานในปัจจุบัน แต่กำลังให้ความสำคัญกับโอกาสที่ข้อจำกัดด้านการขนส่งอาจทำให้อุปทานทั่วโลกตึงตัวมากขึ้นในอนาคต
ทำไมการปรับขึ้นครั้งนี้แตกต่างจากปี 2022
การฟื้นตัวของราคาข้าวสาลีในปัจจุบันแตกต่างอย่างมากจากเหตุการณ์หลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022
ในเวลานั้น ตลาดตอบสนองต่อการหยุดชะงักของการส่งออกจากหนึ่งในภูมิภาคผลิตธัญพืชสำคัญที่สุดของโลก ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีการสร้างเส้นทางการค้าใหม่ และโครงการ Black Sea Grain Initiative ช่วยฟื้นกำลังการส่งออกบางส่วน
แต่สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างออกไป แม้ว่าการเพิ่มขึ้นของราคาจะไม่รุนแรงเท่าในปี 2022 แต่ปัจจัยสนับสนุนมีลักษณะต่อเนื่องมากกว่า
ผลผลิตที่ลดลง ปัญหาการเข้าถึงปุ๋ย ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังส่งผลกระทบพร้อมกัน
หากปัญหาการส่งออกจากทะเลดำยังคงดำเนินต่อไป และประมาณการผลผลิตทั่วโลกปรับลดลงเพิ่มเติม ข้าวสาลีอาจยังคงเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งที่สุดในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2026/27
WHEAT Chart (D1)
สินค้าเกษตรยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศมากที่สุดและมีความผันผวนสูง
ราคาข้าวสาลีปรับฐานลงประมาณ 10% จากจุดสูงสุดล่าสุด แต่ภาพรวมด้านปัจจัยพื้นฐานยังคงแข็งแกร่ง
หากตลาดเริ่มมีเสถียรภาพหลังการปรับฐานล่าสุด การคาดการณ์อุปทานที่ตึงตัวขึ้นและแนวโน้มพื้นฐานที่ดีขึ้น อาจกระตุ้นให้ผู้ซื้อกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง

แหล่งที่มา: xStation5
ผู้ป้องกันความเสี่ยงเชิงพาณิชย์เพิ่มสถานะ Hedging ขณะที่กองทุนเริ่มกลับเข้าฝั่ง Long
รายงาน Commitment of Traders (COT) ล่าสุดเผยให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนมากขึ้นระหว่างสองกลุ่มนักลงทุนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในตลาดข้าวสาลี
ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 28 กรกฎาคม กลุ่ม Managed Money เพิ่มสถานะ Long จำนวน 10,962 สัญญา ขณะที่สถานะ Short เพิ่มขึ้นเพียง 726 สัญญา ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า กองทุนเก็งกำไรกำลังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาข้าวสาลีมากขึ้น และเริ่มเพิ่มการลงทุนเพื่อรับโอกาสจากการปรับตัวขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน ผู้เล่นเชิงพาณิชย์ (Commercial Participants) เพิ่มสถานะ Short จำนวน 2,646 สัญญา พร้อมลดสถานะ Long ลงมากกว่า 5,000 สัญญา
รูปแบบดังกล่าวถือเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น ผู้ผลิตและผู้ค้าธัญพืชมักล็อกระดับราคาสำหรับการขายในอนาคต ขณะที่เงินทุนเก็งกำไรเริ่มสะท้อนมุมมองว่าอุปทานในตลาดอาจตึงตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสถานะป้องกันความเสี่ยงของกลุ่ม Commercial ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นสัญญาณขาลงโดยอัตโนมัติ
ในอดีต การทำ Hedging ของผู้ผลิตมักเพิ่มขึ้นในช่วงเริ่มต้นของตลาดขาขึ้นที่แข็งแกร่ง เนื่องจากผู้ผลิตใช้โอกาสจากราคาที่สูงขึ้นเพื่อรักษารายได้ในอนาคต
กองทุนยังอยู่ในช่วงสร้างสถานะใหม่ เปิดโอกาสให้ราคาปรับขึ้นต่อ
แม้จะมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่สถานะของนักลงทุนเก็งกำไรยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ตึงตัว
ปัจจุบันกลุ่ม Managed Money ถือสถานะ Long ประมาณ 85,000 สัญญา เทียบกับสถานะ Short ประมาณ 93,000 สัญญา ส่งผลให้กลุ่มดังกล่าวยังคงมีสถานะ Net Short เล็กน้อย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แรงซื้อในช่วงที่ผ่านมาอาจเป็นเพียง ช่วงเริ่มต้นของการกลับเข้าสู่ตลาด มากกว่าจะเป็นช่วงสุดท้ายของกระแสเก็งกำไร
จากมุมมองของตลาด ความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างมาก หากแนวโน้มผลผลิตทั่วโลกยังคงอ่อนแอลง และปัญหาการส่งออกจากภูมิภาคทะเลดำยังคงดำเนินต่อไป กองทุนเก็งกำไรยังมีพื้นที่อีกมากในการ
- ปิดสถานะ Short ที่เหลืออยู่
- เพิ่มสถานะ Long
- เปลี่ยนกลับมาเป็นผู้ถือสถานะ Net Long
ในอดีต การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก Net Short → Net Long มักเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการปรับขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ในตลาด CBOT Wheat Futures

Source: CFTC, CoT (28 July)
Nasdaq 100 เผชิญแรงขายต่อเนื่อง 🚩 SanDisk ร่วงหนัก 10% หลังงบต่ำกว่าคาด กดดันหุ้นชิป
น้ำมันฟื้นตัว ทะลุ $80/บาร์เรล 🔼
📉 ก๊าซธรรมชาติร่วงหนัก หลังสต็อกสหรัฐฯ สูงกว่าคาด
เริ่มต้นลงทุนหุ้นอย่างมั่นใจ