- US100 ปรับตัวลง 0.7% แม้บรรยากาศการลงทุนในตลาด US500 และ US30 จะปรับตัวดีขึ้น
- หุ้น SanDisk และ Western Digital ร่วงเกือบ 10% และ 14% ตามลำดับ ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด (Premarket)
- ก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดวันนี้ หุ้นกลุ่ม เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ยังคงอ่อนแอกว่าภาพรวมตลาด สะท้อนแรงกดดันต่อหุ้นชิปอีกครั้ง
- US100 ปรับตัวลง 0.7% แม้บรรยากาศการลงทุนในตลาด US500 และ US30 จะปรับตัวดีขึ้น
- หุ้น SanDisk และ Western Digital ร่วงเกือบ 10% และ 14% ตามลำดับ ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด (Premarket)
- ก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดวันนี้ หุ้นกลุ่ม เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) ยังคงอ่อนแอกว่าภาพรวมตลาด สะท้อนแรงกดดันต่อหุ้นชิปอีกครั้ง
หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ อ่อนแรง 🚩 Nasdaq 100 ถูกกดดันจากความกังวลมูลค่าหุ้น AI
หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันในวันนี้ สวนทางกับผลการเคลื่อนไหวที่แข็งแกร่งกว่าของ S&P 500 และ Dow Jones Futures
ดัชนี Nasdaq 100 Futures (US100) ปรับตัวลง 0.7% สะท้อนการหมุนเงินทุนออกจากกลุ่มหุ้นที่มีการเติบโตสูงที่สุดในตลาด
ปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยง คือความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับ Valuation ของบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI
- ตลาดไม่ได้ตั้งคำถามต่อการเติบโตของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แต่กำลังต้องการเห็นว่าความคาดหวังที่สูงมากในปัจจุบัน จะได้รับการสนับสนุนด้วยผลประกอบการที่แข็งแกร่งเพียงใด
- หุ้น SanDisk และ Western Digital ร่วงลงเกือบ 10% และ 14% ตามลำดับ ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด หลังผลประกอบการไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังที่สูงของตลาดได้ สะท้อนว่าแม้แต่บริษัทที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากความต้องการหน่วยความจำและ Data Center ที่เพิ่มขึ้น ก็ยังสามารถเผชิญแรงขายรุนแรงจากความผิดหวังเพียงเล็กน้อย
- แรงกดดันลุกลามไปทั่วห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ หลังจาก AMD ปรับตัวลงก่อนหน้านี้ ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ลดลง 1.4% ขณะที่ Sentiment เชิงลบกระจายไปยังกลุ่ม Memory Chip โดยรวม
สิ่งนี้สะท้อนว่านักลงทุนกำลังมองประเด็นดังกล่าวเป็น ความเสี่ยงระดับอุตสาหกรรม มากกว่าจะเป็นปัญหาของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
Nasdaq กลับมาเผชิญความเสี่ยงอีกครั้ง?
ความเสี่ยงหลักของ Nasdaq ในเวลานี้คือ การลดลงของ Valuation Multiple
หลังจากตลาดเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หุ้นเทคโนโลยีหลายแห่งซื้อขายอยู่ในระดับที่แทบไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผลประกอบการที่ “ดี” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป บริษัทต่าง ๆ อาจจำเป็นต้องรายงานกำไรและแนวโน้มธุรกิจที่สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ปัจจัยสนับสนุน Nasdaq ในระยะกลาง
ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อ Nasdaq ในระยะกลาง
การเปิดเส้นทางผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านพลังงาน และลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน Bond Yield ที่ลดลงช่วยเพิ่มมูลค่าปัจจุบันเชิงทฤษฎีของกระแสเงินสดในอนาคตของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อ Valuation
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงบวกจากพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจมีจำกัด เนื่องจากข่าวดีบางส่วนอาจถูกสะท้อนเข้าไปในราคาตลาดแล้ว
ตลาดกำลังคาดหวังว่าการเจรจาเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซจะมีความคืบหน้า ดังนั้น หากไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน หรือเกิดความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง อาจทำให้ราคาน้ำมันและ Bond Yield กลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
NFP วันศุกร์คือปัจจัยชี้นำสำคัญ
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคที่ตลาดจับตามากที่สุดยังคงเป็นรายงาน Nonfarm Payrolls (NFP) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์
- ตัวเลขแรงงานที่อ่อนลง แต่ไม่ถึงขั้นบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจช่วยหนุน Nasdaq ผ่าน Bond Yield ที่ลดลง
- ในทางกลับกัน ตัวเลขที่แข็งแกร่งเกินคาด อาจทำให้นักลงทุนกลับมากังวลว่า Fed จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
ผลประกอบการ Airbnb และ Warner Bros. Discovery จับตาต่อ
ผลประกอบการของ Airbnb และ Warner Bros. Discovery จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำหรับบริษัทในตลาด Nasdaq
นักลงทุนจะไม่ได้มองเพียงตัวเลขรายไตรมาส แต่จะให้ความสำคัญกับ:
- แนวโน้มธุรกิจ (Guidance)
- การเติบโตของรายได้
- อัตรากำไร (Margins)
- มุมมองของผู้บริหารต่อความต้องการของผู้บริโภค
หลังจาก SanDisk และ Western Digital ปรับตัวลง:
- Seagate ลดลง 3.6%
- Micron ลดลง 3.7%
- SK Hynix ADRs ลดลง 6.2%
- Intel, AMD และ Marvell ปรับตัวลงประมาณ 1–1.5%
การตอบสนองของตลาดสะท้อนว่า นักลงทุนไม่ได้สงสัยต่อความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยตรง แต่กำลังตั้งคำถามว่า การเติบโตของราคาและอัตรากำไรในอุตสาหกรรม Memory และ Data Storage จะสามารถรักษาระดับปัจจุบันได้หรือไม่
กราฟ US100 (กรอบเวลา Daily)
ดัชนี Nasdaq 100 Futures หรือ US100 ปรับตัวลงมากกว่า 0.7% ในวันนี้ และกำลังทดสอบบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล EMA50 บนกราฟรายวัน

ที่มา: xStation5
SanDisk รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่ตลาดคาดหวังมากกว่านั้น
SanDisk รายงานผลประกอบการที่สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และส่งสัญญาณว่ารายได้ในอนาคตยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการของ Data Center ด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น
รายได้ไตรมาส 4 ของปีงบประมาณอยู่ที่ 8.97 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 8.39 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่กำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) อยู่ที่ 39.25 ดอลลาร์ เทียบกับคาดการณ์ที่ 34.45 ดอลลาร์
รายได้จากกลุ่ม Data Center เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากไตรมาสก่อนหน้า แตะระดับ 2.98 พันล้านดอลลาร์ และในปีงบประมาณ 2026 เติบโตมากกว่า 400% เมื่อเทียบกับปีก่อน
Guidance แข็งแกร่ง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับตลาด
แนวโน้มในอนาคตของบริษัทสะท้อนว่าความต้องการยังคงแข็งแกร่ง
SanDisk คาดการณ์รายได้ไตรมาสแรกของปีงบประมาณใหม่อยู่ที่:
- 10.30–10.80 พันล้านดอลลาร์
โดยค่ากลางที่ 10.55 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ของ LSEG ที่ 10.47 พันล้านดอลลาร์
ส่วน Adjusted EPS คาดว่าจะอยู่ที่:
- 44–46 ดอลลาร์
เทียบกับคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่ 43.12 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แม้ผลประกอบการจะออกมาดีกว่าคาด หุ้น SanDisk กลับปรับตัวลงประมาณ 9.2% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด มาอยู่ที่ 1,226.04 ดอลลาร์
ขณะที่หุ้น Western Digital เผชิญแรงขายในทิศทางเดียวกัน โดยลดลงเกือบ 15% เหลือ 440 ดอลลาร์ แม้ว่าบริษัทจะออก Guidance รายได้สูงกว่าคาดการณ์ของ LSEG เช่นกัน
สิ่งนี้สะท้อนว่า สำหรับบริษัทที่เป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากกระแส AI ในปัจจุบัน การเพียงแค่ทำผลประกอบการเหนือความคาดหมายอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ตลาดต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ สูงกว่าความคาดหวังระดับสูงมาก ซึ่งอาจไม่ได้สะท้อนอยู่ในประมาณการของนักวิเคราะห์ทั้งหมด
ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นก่อนหน้า ทำให้มาตรฐานความคาดหวังสูงขึ้น
การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ทำให้ตลาดตั้งมาตรฐานไว้สูงขึ้นอีก
ในปี 2026:
- ราคาหุ้น SanDisk เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า
- หุ้น Western Digital เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่า
เมื่อเปรียบเทียบ:
- ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index เพิ่มขึ้นประมาณ 70%
- ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 12.8%
การปรับตัวขึ้นดังกล่าวสะท้อนว่านักลงทุนได้สะท้อนความคาดหวังไปแล้ว ไม่เพียงแต่ในเรื่องของความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง แต่ยังรวมถึง:
- ราคาหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- อัตรากำไรที่ขยายตัว
- ความสามารถในการทำกำไรที่เติบโตต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานในอดีตสะท้อนเพียงพฤติกรรมของตลาดที่ผ่านมา และไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคต
SanDisk ใช้สัญญาระยะยาวลดความไม่แน่นอน
SanDisk กำลังพยายามลดความผันผวนของธุรกิจด้วยการเปลี่ยนจากคำสั่งซื้อรายไตรมาส ไปสู่ข้อตกลงระยะยาวกับลูกค้า
ปัจจุบันบริษัทมี:
- สัญญา 8 ฉบับ
- กับลูกค้า 6 ราย
- มูลค่าขั้นต่ำรวม 93.9 พันล้านดอลลาร์
- อายุสัญญาเฉลี่ยประมาณ 4 ปี
ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนกรกฎาคม 2027 คาดว่าประมาณ ครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิต จะถูกจำหน่ายผ่านสัญญาเหล่านี้
และในปีถัดไป สัดส่วนดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ สองในสาม
นับตั้งแต่เดือนเมษายน SanDisk ได้เซ็นสัญญาเพิ่มเติมอีก 5 ฉบับ
ประกอบด้วย:
- ลูกค้าใหม่ 3 ราย
- การต่ออายุสัญญาเดิม 2 ฉบับ
สัญญาระยะยาวช่วยเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์รายได้ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหน่วยความจำในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สัญญาเหล่านี้ไม่ได้กำจัดความเสี่ยงทั้งหมด โดยเฉพาะหากการเติบโตเริ่มชะลอตัวลง และอัตรากำไรในปัจจุบันเข้าใกล้จุดสูงสุดของวัฏจักร
ตลาดจับตาความยั่งยืนของ Margin
RBC Capital Markets ให้ความสนใจกับประเด็นดังกล่าว โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า
แม้สัญญาระยะยาวจะช่วยเพิ่มความชัดเจนทางธุรกิจของ SanDisk แต่ความระมัดระวังของนักลงทุนอาจยังคงอยู่ เนื่องจาก:
- อัตรากำไรอาจกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุด
- การเติบโตของราคาหน่วยความจำอาจเริ่มชะลอตัว
ดังนั้น ผลประกอบการในอนาคตจะไม่ได้ถูกประเมินเพียงจากการเติบโตของยอดขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึง:
- ความสามารถในการรักษาระดับกำไร
- ความเร็วในการดำเนินการตามสัญญาระยะยาว
SanDisk เดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืน 14 พันล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนความมั่นใจของฝ่ายบริหาร คือการอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 14 พันล้านดอลลาร์
ทำให้วงเงินซื้อหุ้นคืนที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 15.5 พันล้านดอลลาร์
การซื้อหุ้นคืนอาจช่วยสนับสนุนกำไรต่อหุ้น (EPS) แต่ไม่ได้เปลี่ยนความท้าทายหลักของบริษัท:
ตลาดกำลังคาดหวังว่า การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI จะต้องสร้างผลประกอบการที่เติบโตในระดับเดียวกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้นก่อนหน้านี้
กราฟ SanDisk (กรอบเวลา Daily)
หุ้น SanDisk อาจเปิดตลาดวันนี้บริเวณ 1,200 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้ราคาเข้าใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล EMA200 (เส้นสีแดง)
โดย Indicator นี้มักถูกมองว่าเป็นแนวแบ่งสำคัญทางเทคนิคระหว่าง:
- แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)
- แนวโน้มขาลง (Downtrend)
การเคลื่อนไหวของราคาบริเวณ EMA200 อาจเป็นจุดสำคัญที่นักลงทุนจับตามองในระยะสั้น

Source: xStation5
ผลประกอบการ SoftBank: แค่ Intel และ AI ยังไม่เพียงพอ?
น้ำมันฟื้นตัว ทะลุ $80/บาร์เรล 🔼
📉 ก๊าซธรรมชาติร่วงหนัก หลังสต็อกสหรัฐฯ สูงกว่าคาด
Stock of the Week: Arista Networks — บริษัทเทคโนโลยีระดับรอง แต่ผลประกอบการระดับชั้นนำ