- Alphabet และ Tesla มีกำหนดประกาศผลประกอบการรายไตรมาสหลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการ
- นักลงทุนจับตาว่า Alphabet จะสามารถแสดงให้เห็นหรือไม่ว่า การเติบโตของ Google Cloud แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับแผนลงทุนด้าน AI (CAPEX) มูลค่า 180–190 พันล้านดอลลาร์
- ตลาดยังต้องการประเมินว่า Gemini และ AI Overviews มีส่วนช่วยผลักดันรายได้จากธุรกิจโฆษณาได้มากน้อยเพียงใด
- ด้าน Tesla ส่งมอบรถยนต์ 480,000 คัน ในไตรมาส 2 ทำให้ความสนใจของตลาดเปลี่ยนจากยอดส่งมอบไปสู่ อัตรากำไร (Margin) มากขึ้น
- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของ Tesla อาจลดลงสู่ราว -3.25 พันล้านดอลลาร์ หลังบริษัทมีรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์
- สำหรับทั้งสองบริษัท ความเห็นของผู้บริหารเกี่ยวกับ Gemini, Robotaxi, Optimus และแผนการลงทุนด้าน AI ในอนาคต มีแนวโน้มจะส่งผลต่อตลาดมากกว่าตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว
- Alphabet และ Tesla มีกำหนดประกาศผลประกอบการรายไตรมาสหลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการ
- นักลงทุนจับตาว่า Alphabet จะสามารถแสดงให้เห็นหรือไม่ว่า การเติบโตของ Google Cloud แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับแผนลงทุนด้าน AI (CAPEX) มูลค่า 180–190 พันล้านดอลลาร์
- ตลาดยังต้องการประเมินว่า Gemini และ AI Overviews มีส่วนช่วยผลักดันรายได้จากธุรกิจโฆษณาได้มากน้อยเพียงใด
- ด้าน Tesla ส่งมอบรถยนต์ 480,000 คัน ในไตรมาส 2 ทำให้ความสนใจของตลาดเปลี่ยนจากยอดส่งมอบไปสู่ อัตรากำไร (Margin) มากขึ้น
- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของ Tesla อาจลดลงสู่ราว -3.25 พันล้านดอลลาร์ หลังบริษัทมีรายจ่ายลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์
- สำหรับทั้งสองบริษัท ความเห็นของผู้บริหารเกี่ยวกับ Gemini, Robotaxi, Optimus และแผนการลงทุนด้าน AI ในอนาคต มีแนวโน้มจะส่งผลต่อตลาดมากกว่าตัวเลขผลประกอบการเพียงอย่างเดียว
Alphabet ก่อนประกาศผลประกอบการ: การลงทุน AI ระดับประวัติการณ์เริ่มสร้างผลตอบแทนแล้วหรือยัง?
Alphabet มีกำหนดประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการในวันพุธ แม้ว่าบริษัทจะทำผลงานเหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้นักลงทุนให้ความสำคัญกับ การเติบโตของ Google Cloud, การสร้างรายได้จาก AI และมุมมองของผู้บริหารต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
คำถามสำคัญคือ แผนลงทุน AI ที่ใหญ่ที่สุดของ Alphabet เริ่มสะท้อนเป็นการเติบโตของรายได้และความสามารถในการทำกำไรแล้วหรือไม่
สิ่งที่ตลาดคาดหวังก่อนประกาศผลประกอบการ
- นักวิเคราะห์คาดว่า กำไรต่อหุ้น (EPS) จะอยู่ที่ 2.9–3.0 ดอลลาร์ และรายได้รวม 101–117 พันล้านดอลลาร์ (ขึ้นอยู่กับสำนักวิจัย) เพิ่มขึ้นราว 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- Alphabet ทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่าคาดติดต่อกัน 8 ไตรมาส และพลาดเป้ารายได้เพียง 1 ครั้ง ในช่วงเวลาดังกล่าว
- Google Cloud ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ประมาณ 22.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 67% YoY
- นักลงทุนจะจับตาว่า รายจ่ายลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้แตะระดับประมาณ 45 พันล้านดอลลาร์ หรือไม่ และบริษัทจะยืนยันแผนลงทุน AI ในปี 2026 ที่ 180–190 พันล้านดอลลาร์ ตามเดิมหรือไม่
- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ลดลง 47% YoY ในไตรมาสก่อนจากการลงทุน AI ครั้งใหญ่ ดังนั้นตลาดต้องการเห็นสัญญาณว่าการลงทุนเหล่านี้เริ่มสร้างผลตอบแทนแล้ว
- คาดว่ารายได้จาก YouTube Ads จะอยู่ที่ 10.8 พันล้านดอลลาร์ (+9.8% YoY) ขณะที่ Google Search & Other คาดว่าจะมีรายได้ 63.5 พันล้านดอลลาร์ (+17.3% YoY)
- Bank of America ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ Google Cloud เป็น 70% พร้อมคงคำแนะนำ Buy ขณะที่ Wells Fargo, Wolfe Research และ BMO Capital ต่างปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Alphabet
Google Cloud ต้องพิสูจน์ว่าการลงทุน AI คุ้มค่า
Google Cloud จะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของการประกาศผลประกอบการครั้งนี้
ในไตรมาสก่อน รายได้จาก Cloud เพิ่มขึ้น 63% YoY สู่ 20 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานขยายเป็น 32.9% จาก 17.8% ในปีก่อน ถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก
สำหรับไตรมาสนี้ นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะเพิ่มเป็น 22.8 พันล้านดอลลาร์ หรือเติบโตประมาณ 67% YoY
นอกเหนือจากการเติบโตของรายได้ นักลงทุนยังต้องการเห็นว่าธุรกิจ Cloud สามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะรองรับการลงทุนมหาศาลด้าน AI ของ Alphabet หรือไม่
CAPEX ระดับประวัติการณ์ และ Gemini ยังเป็นประเด็นสำคัญ
Alphabet ปรับเพิ่มเป้าหมายการลงทุน (CAPEX) สำหรับปี 2026 เป็น 180–190 พันล้านดอลลาร์ และคาดว่าใช้เงินลงทุนราว 45 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI และศูนย์ข้อมูล
บริษัทยังขยายการใช้งาน Gemini ผ่านความร่วมมือกับ Accenture และ Cognizant พร้อมเดินหน้าพัฒนาชิป AI ของตนเอง ได้แก่ Ironwood TPU รุ่นใหม่ และตัวเร่งประมวลผล Frozen v2 AI Accelerator
นักลงทุนจะจับตาความเห็นของผู้บริหารเกี่ยวกับ
- กำหนดการเปิดใช้งาน Ironwood
- ความต้องการใช้งาน Gemini Enterprise
- ผลกระทบจากต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มขึ้นต่อแผนลงทุนในอนาคต
นอกจากนี้ ตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานเกี่ยวกับการเลื่อนเปิดตัว Gemini Pro 3.5 แม้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการระยะสั้น
ธุรกิจโฆษณายังคงเป็นแหล่งรายได้หลักที่สนับสนุนการลงทุน AI
แม้ Alphabet จะทุ่มงบลงทุนด้าน AI อย่างมหาศาล แต่ ธุรกิจโฆษณายังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท
ในไตรมาสก่อน รายได้จาก Google Search & Other เพิ่มขึ้น 19% สู่ 60.4 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าธุรกิจค้นหายังคงแข็งแกร่ง แม้การแข่งขันจาก AI Chatbot และ AI Overviews จะเพิ่มขึ้น
ตลาดคาดการณ์ว่าไตรมาสนี้จะมีรายได้ดังนี้
- Google Advertising: 81.68 พันล้านดอลลาร์ (+14.5% YoY)
- Google Search & Other: 63.54 พันล้านดอลลาร์ (+17.3% YoY)
- YouTube Ads: 10.76 พันล้านดอลลาร์ (+9.8% YoY)
- Google Network: 7.08 พันล้านดอลลาร์ (-3.8% YoY)
นอกเหนือจากตัวเลขผลประกอบการ นักลงทุนจะประเมินว่า ฟีเจอร์ AI ใน Google Search ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้จากโฆษณา หรือเป็นเพียงมาตรการป้องกันการแข่งขันจาก OpenAI และ Anthropic ที่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางราคาหุ้นหลังประกาศผลประกอบการ
Alphabet (กราฟ D1)
ปัจจุบันหุ้น Alphabet ซื้อขายต่ำกว่าระดับสูงสุดตลอดกาลประมาณ 10% แม้ว่าบริษัทยังคงสร้างสถิติใหม่ทั้งด้านรายได้และผลประกอบการอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ที่มา: xStation5
Tesla ร่วงราว 14% ตั้งแต่ต้นปี: ผลประกอบการจะช่วยพลิกแนวโน้มได้หรือไม่?
Tesla มีกำหนดประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 หลังตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการในวันพุธ โดยครั้งนี้นักลงทุนให้ความสำคัญกับตัวเลขผลประกอบการน้อยลง เนื่องจากบริษัทได้เปิดเผยยอดส่งมอบรถยนต์ไปแล้ว และออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามสำคัญคือ Elon Musk จะสามารถโน้มน้าวนักลงทุนได้หรือไม่ว่า การลงทุนมหาศาลด้าน AI, Robotaxi และหุ่นยนต์ Optimus นั้นคุ้มค่ากับมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีรายอื่น
สิ่งที่ตลาดคาดหวังก่อนประกาศผลประกอบการ
- นักวิเคราะห์คาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 26.2–27.6 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 0.50–0.55 ดอลลาร์
- Tesla ส่งมอบรถยนต์ 480,126 คัน ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 25% YoY สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ราว 400,000 คัน ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานทำสถิติใหม่ที่ 13.5 GWh
- ตลาดจะจับตา อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรถยนต์ (Automotive Gross Margin) ซึ่งคาดว่าจะลดลงจาก 19.2% เหลือประมาณ 18.1% จากการแข่งขันด้านราคาและมาตรการส่งเสริมการขาย
- นักวิเคราะห์คาดว่า กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) จะติดลบราว 3.25 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่รายจ่ายลงทุน (CAPEX) ในไตรมาสนี้อยู่ที่ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์
- Tesla มีแผนลงทุนมากกว่า 25 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินว่า CAPEX ตลอดทั้งปีอาจสูงถึง 26.8 พันล้านดอลลาร์
- นักลงทุนจะติดตามความคืบหน้าของ Robotaxi ในเมืองออสติน, แผนการผลิต Optimus, Cybercab และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
- ตลาดออปชันสะท้อนว่าหุ้น Tesla อาจเคลื่อนไหวหลังประกาศผลประกอบการประมาณ ±5.5% ถึง ±8% ซึ่งสะท้อนว่าตลาดให้ความสำคัญกับคำแถลงของ Elon Musk อย่างมาก
ตลาดรับรู้ยอดส่งมอบแล้ว... สิ่งที่ต้องจับตาคือความสามารถในการทำกำไร
ยอดส่งมอบรถยนต์ไม่น่าจะสร้างความประหลาดใจอีกต่อไป เนื่องจาก Tesla รายงานยอดส่งมอบไตรมาส 2 ที่ 480,126 คัน เพิ่มขึ้น 25% YoY ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 ขณะที่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 13.5 GWh
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ปัจจัยบวกดังกล่าวได้สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นแล้ว ดังนั้นความสนใจของตลาดจะหันไปที่ อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรถยนต์ ซึ่งคาดว่าจะลดลงสู่ 18.1% จาก 19.2% ในไตรมาสก่อน เพื่อประเมินว่าการเพิ่มยอดขายต้องแลกมาด้วยการลดความสามารถในการทำกำไรหรือไม่
การลงทุน AI ระดับประวัติการณ์และ Robotaxi ยังคงเป็นประเด็นหลัก
คาดว่าการประชุมนักวิเคราะห์ครั้งนี้จะเน้นเรื่อง AI มากกว่าธุรกิจรถยนต์
Tesla มีแผนลงทุนมากกว่า 25 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI, Robotaxi, หุ่นยนต์ Optimus และขยายศักยภาพด้านการประมวลผล
Wall Street คาดว่ากระแสเงินสดอิสระจะลดลงสู่ประมาณ -3.25 พันล้านดอลลาร์ หลัง CAPEX ในไตรมาสนี้แตะราว 6.7 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Morgan Stanley ประเมินว่ารายจ่ายลงทุนตลอดปีอาจสูงถึง 26.8 พันล้านดอลลาร์
ดังนั้น นักลงทุนต้องการเห็นว่าธุรกิจรถยนต์ที่เริ่มฟื้นตัวจะสามารถสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอสำหรับรองรับการลงทุนด้าน Physical AI ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วหรือไม่
Robotaxi, Optimus และ SpaceX อาจเป็นประเด็นสำคัญในการประชุม
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า มูลค่าของ Tesla ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับศักยภาพของ Robotaxi และ Optimus มากกว่าธุรกิจรถยนต์แบบดั้งเดิม
Morgan Stanley ยังคงมองว่ารถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เป็นปัจจัยสร้างมูลค่าระยะยาวที่สำคัญที่สุด ขณะที่ RBC ชี้ว่าตลาดเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ของความร่วมมือระหว่าง Tesla และ SpaceX หลังการเข้าจดทะเบียนของ SpaceX
นักลงทุนจะจับตา
- ความคืบหน้าของการให้บริการ Robotaxi ในเมืองออสติน ซึ่งยังล่าช้ากว่าเป้าหมายเดิมของ Elon Musk
- กำหนดการผลิต Optimus และ Cybercab
- แผนงานด้านระบบขับขี่อัตโนมัติและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ชัดเจนมากขึ้น
ปัจจัยเหล่านี้กำลังมีบทบาทต่อการประเมินมูลค่าของ Tesla มากกว่ายอดขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว
Tesla (กราฟ D1)
ปัจจุบันหุ้น Tesla ซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลประมาณ 20% แต่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 380 ดอลลาร์

Source: xStation5
Alphabet และ Tesla ประกาศผลประกอบการ 🚩 ธุรกิจ AI ของ Google โดดเด่น ขณะที่ Tesla เร่งแผนพัฒนา Optimus
ข่าวเด่นวันนี้ 23 ก.ค.
วอลล์สตรีทกังวลตลาดกระทิง AI แตะจุดสูงสุดแล้ว? หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ผ่านช่วงที่ดีที่สุดไปหรือยัง?
สรุปก่อนประกาศผลประกอบการ: ภาคอุตสาหกรรมกลาโหม