Apple เตรียมเผยงบไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 หลังตลาดสหรัฐฯ ปิดในวันนี้ โดยนักลงทุนคาดหวังผลประกอบการในระดับสูง หลังจากที่ผ่านมาเคยมีข้อกังวลว่า Apple จะสามารถเร่งการเติบโตได้อีกหรือไม่ แต่ไตรมาสนี้บริษัทมีโอกาสรายงานยอดขายที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายไตรมาส
นักวิเคราะห์คาดว่า Apple จะมีรายได้เกือบ 109,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นราว 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจากยอดขาย iPhone ที่คาดว่าจะเติบโตจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ได้รับการตอบรับดี และผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์รุ่นใหม่มากขึ้น
โดยภาพรวม แนวโน้มยังดูสดใส ทั้งยอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่ง ธุรกิจ Services ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง รวมถึง Apple ที่อาจกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่อาจเป็นประเด็นหลักในการประกาศผลประกอบการครั้งนี้
การขาดแคลนหน่วยความจำ (Memory) ในตลาดโลกกำลังผลักดันให้ราคาชิ้นส่วนสำคัญปรับตัวสูงขึ้น และ Apple ซึ่งผลิตอุปกรณ์หลายร้อยล้านเครื่องต่อปี พร้อมใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลใน iPhone, Mac และ iPad ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ไม่ทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ แม้ Apple อาจรายงานรายได้ที่แข็งแกร่งมาก แต่ก็อาจเผชิญแรงกดดันต่ออัตรากำไร (Margin) จากต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น
ดังนั้น ผลประกอบการในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบของอุปสงค์ต่อ iPhone เท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่า Apple จะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้หรือไม่ ท่ามกลางต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มสูงขึ้น
คำถามสำคัญคือ ยอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่ง จะเพียงพอชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นหรือไม่?

ประมาณการตัวเลขสำคัญก่อนประกาศผลประกอบการ
- รายได้รวม (Revenue): 108.85 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จากการจำหน่ายสินค้า (Product Revenue): 77.25 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จาก iPhone: 53.60 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จากธุรกิจ Services: 31.36 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จาก Mac: 8.62 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จาก iPad: 6.89 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จากภูมิภาคอเมริกา: 45.42 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จากยุโรป: 27.58 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จากจีน: 19.58 พันล้านดอลลาร์
- รายได้จากญี่ปุ่น: 7.49 พันล้านดอลลาร์
- กำไรต่อหุ้น (EPS): 1.89 ดอลลาร์
- กำไรขั้นต้น (Gross Profit): 52.13 พันล้านดอลลาร์
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: 18.96 พันล้านดอลลาร์
- ค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา (R&D): 11.57 พันล้านดอลลาร์
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด: 53.15 พันล้านดอลลาร์
- คาดการณ์งบลงทุน (CapEx) ตลอดปี: 12.33 พันล้านดอลลาร์
iPhone เตรียมกลับมาเป็นพระเอกของผลประกอบการอีกครั้ง
จากการรวบรวมประมาณการของ Bloomberg นักวิเคราะห์คาดว่า Apple จะมีรายได้ราว 108.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 94 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็นการเติบโตประมาณ 16% ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าวัฏจักรผลิตภัณฑ์ (Product Cycle) รอบปัจจุบันยังคงสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งให้กับบริษัท
แรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตครั้งนี้ยังคงมาจาก iPhone โดยตลาดคาดว่ารายได้จากสมาร์ทโฟนจะอยู่ที่ประมาณ 53.6 พันล้านดอลลาร์ ตอกย้ำว่า แม้ธุรกิจ Services และระบบนิเวศ (Ecosystem) ของ Apple จะมีบทบาทมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ iPhone ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท
iPhone รุ่นใหม่อาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้เปลี่ยนเครื่องเร็วขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ Apple เนื่องจากบริษัทมีฐานผู้ใช้งานหลายร้อยล้านรายทั่วโลก เพียงระยะเวลาเฉลี่ยในการเปลี่ยนเครื่องลดลงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยอดขายที่แข็งแกร่งยังอาจสะท้อนว่า Apple ไม่ได้อาศัยเพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังสามารถดึงลูกค้าจากคู่แข่งได้มากขึ้นอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งตลาด (Market Share) จึงอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดของผลประกอบการไตรมาสนี้ เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว การเติบโตของยอดขายในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความต้องการของตลาดที่ขยายตัวเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากผู้ผลิตรายอื่น หาก Apple สามารถเพิ่มยอดขายพร้อมกับขยายส่วนแบ่งตลาดได้ นักลงทุนอาจมองว่าวัฏจักรผลิตภัณฑ์รอบนี้แข็งแกร่งกว่าที่เคยประเมินไว้
Apple อาจเติบโตได้เร็วขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นราคา
หนึ่งในเหตุผลที่ Apple อาจกำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาด คือการเลือก คงราคาสมาร์ทโฟน แม้ต้นทุนชิ้นส่วนจะปรับตัวสูงขึ้น กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยสนับสนุนอุปสงค์และรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในตลาดสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม ส่งผลให้ Apple มีโอกาสดึงดูดลูกค้าที่กำลังพิจารณาสมาร์ทโฟนจากแบรนด์อื่น
อย่างไรก็ตาม การไม่ผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภค ย่อมสร้างแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไร บริษัทจึงต้องเผชิญกับทางเลือกสำคัญ คือ ขึ้นราคาเพื่อรักษาอัตรากำไร แต่เสี่ยงต่อการชะลอตัวของอุปสงค์ หรือ คงราคาเพื่อเพิ่มยอดขายและขยายส่วนแบ่งตลาด พร้อมยอมรับต้นทุนที่สูงขึ้น
ขณะนี้ตลาดดูเหมือนจะเชื่อว่า Apple เลือกใช้แนวทางหลัง หากบริษัทสามารถเพิ่มยอดขายได้โดยที่อัตรากำไรไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็จะสะท้อนถึง "การเติบโตที่มีคุณภาพ" แต่หากการขยายส่วนแบ่งตลาดต้องแลกมาด้วยกำไรที่ลดลงอย่างชัดเจน นักลงทุนอาจประเมินความแข็งแกร่งของวัฏจักรผลิตภัณฑ์รอบนี้ในอีกมุมหนึ่ง
ธุรกิจ Services ยังคงเป็นเสาหลักที่ช่วยหนุนผลประกอบการ
แม้ iPhone จะได้รับความสนใจมากที่สุด แต่ธุรกิจ Services ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผลประกอบการของ Apple โดยตลาดคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะอยู่ที่ประมาณ 31.4 พันล้านดอลลาร์
ธุรกิจดังกล่าวครอบคลุม App Store, บริการสมัครสมาชิก (Subscriptions), บริการดิจิทัล และระบบชำระเงิน ซึ่งได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ที่เติบโตอย่างมั่นคงที่สุดของบริษัท
นอกจากนี้ Services ยังมีความสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไร เนื่องจากมีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจฮาร์ดแวร์ ดังนั้น สัดส่วนรายได้จาก Services ที่เพิ่มขึ้น จึงสามารถช่วยลดแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตอุปกรณ์ที่สูงขึ้นได้บางส่วน
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความสมดุลตามธรรมชาติระหว่างสองธุรกิจ โดย iPhone เป็นตัวขับเคลื่อนรายได้และการเติบโต ขณะที่ Services ช่วยรักษาระดับความสามารถในการทำกำไรของระบบนิเวศทั้งหมด หากทั้งสองธุรกิจทำผลงานได้ดีกว่าคาด Apple จะไม่เพียงแค่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม หากการเติบโตของ Services เริ่มชะลอลง ตลาดอาจหันไปให้ความสำคัญกับแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม
การขาดแคลนหน่วยความจำ กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของอัตรากำไร
ความท้าทายสำคัญที่สุดของ Apple ในเวลานี้ อาจไม่ใช่อุปสงค์ของ iPhone แต่เป็นสถานการณ์ในตลาด หน่วยความจำ (Memory)
การแข่งขันด้าน AI ทั่วโลกกำลังผลักดันความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบประมวลผลให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อุปทานยังมีจำกัด ส่งผลให้ราคาหน่วยความจำปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับ Apple ประเด็นนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะบริษัทต้องใช้หน่วยความจำจำนวนมหาศาลในการผลิต iPhone, Mac, iPad และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ แม้ต้นทุนของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อคูณกับปริมาณการผลิตระดับหลายร้อยล้านเครื่อง ก็อาจทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นหลายพันล้านดอลลาร์
Apple ได้ปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์บางรายการเพื่อสะท้อนต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นแล้ว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องการทราบว่ามาตรการดังกล่าวจะเพียงพอในการปกป้องความสามารถในการทำกำไรหรือไม่ โดยประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมชี้ว่า ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นอาจกดดัน อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ผลประกอบการไตรมาสนี้จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบด้านยอดขายเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่า Apple จะสามารถรักษาอัตรากำไรได้หรือไม่ ตลาดจะจับตาว่าแรงกดดันด้านต้นทุนจะเริ่มคลี่คลายในไตรมาสนี้ หรือจะยังคงส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะต่อไป ซึ่งทำให้ แนวโน้มอัตรากำไร (Margin Outlook) อาจมีความสำคัญมากกว่าการรายงานรายได้ที่สูงกว่าคาดเสียอีก
หน่วยความจำจากจีน อาจแก้ปัญหาหนึ่ง แต่สร้างอีกปัญหาหนึ่ง
มีรายงานว่า Apple กำลังพิจารณาจัดหาชิปหน่วยความจำจากผู้ผลิตในจีน เช่น CXMT และ YMTC ซึ่งในมุมมองทางธุรกิจถือเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
การกระจายฐานซัพพลายเออร์จะช่วยเพิ่มความพร้อมของชิ้นส่วน ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลน และเสริมอำนาจในการเจรจากับผู้ผลิตรายเดิม ในช่วงที่ราคาหน่วยความจำปรับตัวสูงและอุปทานยังตึงตัว ซัพพลายเออร์เพิ่มเติมแต่ละรายจึงมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์
อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวได้เผชิญกับเสียงคัดค้านจากสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ บางส่วน ซึ่งกังวลเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงแห่งชาติ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความเสี่ยงที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐฯ จะพึ่งพาซัพพลายเออร์ที่มีความเชื่อมโยงกับจีน
จึงอาจกล่าวได้ว่า Apple กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งสองด้าน คือความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า Apple จะใช้ชิปหน่วยความจำจากจีนในผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยรายงานในปัจจุบันเป็นเพียงการหารือและการพิจารณาความเป็นไปได้ หากประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นระหว่างการประชุมชี้แจงผลประกอบการ นักลงทุนจะจับตาว่า Apple มีแผนกระจายฐานซัพพลายเออร์จริงหรือไม่ และจะบริหารต้นทุนจากปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำอย่างไร
อัตรากำไรอาจเป็นตัวกำหนดปฏิกิริยาของตลาด
Apple อาจรายงานการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง จากแรงหนุนของยอดขาย iPhone ธุรกิจ Services ที่เติบโต และโอกาสในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดจะขึ้นอยู่กับว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นสามารถเปลี่ยนเป็นกำไรได้มากเพียงใด หลังหักผลกระทบจากต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจะจับตา ได้แก่
- ระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin)
- แนวโน้มอัตรากำไรในไตรมาสถัดไป
- ผลกระทบจากราคาหน่วยความจำที่สูงขึ้น
- ความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค
- การเติบโตของธุรกิจ Services
- ยอดขาย iPhone
- ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนแบ่งตลาด
- มุมมองของบริษัทต่อความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านหน่วยความจำ
ในไตรมาสนี้ ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสะท้อนคุณภาพของผลประกอบการ เพราะ Apple อาจสามารถเพิ่มยอดขายและขยายส่วนแบ่งตลาดได้ ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้หลังประกาศผลประกอบการ
กรณีเชิงบวก (Bullish Scenario)
กรณีที่ดีที่สุดคือ Apple รายงานผลประกอบการ สูงกว่าที่ตลาดคาดอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่ง การเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ Services และแนวโน้มอัตรากำไร (Margin Outlook) ที่ยังคงมีเสถียรภาพ
อีกหนึ่งปัจจัยบวกที่นักลงทุนต้องการเห็น คือการยืนยันว่า Apple กำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทั่วโลก หากเป็นเช่นนั้น ต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอาจถูกมองว่าเป็นเพียงปัจจัยกดดันชั่วคราว ซึ่งบริษัทสามารถรับมือได้ด้วยขนาดธุรกิจที่ใหญ่ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และอัตรากำไรที่สูงของธุรกิจ Services
กรณีกลาง (Neutral Scenario)
ในกรณีฐาน Apple อาจรายงานผลประกอบการที่ สอดคล้องกับประมาณการของตลาด มียอดขาย iPhone ที่แข็งแกร่ง แต่ให้มุมมองต่ออัตรากำไรในระยะข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
ผลลัพธ์ในลักษณะนี้จะสะท้อนว่า แม้อุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง แต่ต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นกำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการเติบโต
กรณีเชิงลบ (Bearish Scenario)
กรณีที่ตลาดกังวลมากที่สุด คือยอดขาย iPhone อ่อนแอกว่าคาด อัตรากำไรถูกกดดันอย่างชัดเจน และบริษัทปรับลดแนวโน้มผลประกอบการ เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำที่อยู่ในระดับสูง
หากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว ความกังวลของนักลงทุนอาจเพิ่มขึ้นว่า วัฏจักรผลิตภัณฑ์รอบปัจจุบันยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้
Apple กำลังเผชิญบททดสอบด้าน "คุณภาพของการเติบโต"
Apple กำลังเข้าสู่การประกาศผลประกอบการท่ามกลางความคาดหวังของตลาดที่อยู่ในระดับสูง
ตลาดคาดว่า iPhone จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของรายได้ ขณะที่ธุรกิจ Services จะช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไร และวัฏจักรผลิตภัณฑ์รอบปัจจุบันอาจเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำกำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ที่อาจผลักดันต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น และกดดันอัตรากำไรของบริษัท
ผลประกอบการในวันนี้จะให้คำตอบต่อคำถามสำคัญหลายประการ ได้แก่
- ยอดขาย iPhone จะออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดหรือไม่
- Apple กำลังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกหรือไม่
- ผู้บริโภคเปลี่ยนมาอัปเกรดอุปกรณ์เร็วขึ้นกว่าที่ผ่านมาเพียงใด
- ธุรกิจ Services ยังคงเติบโตได้รวดเร็วแค่ไหน
- ต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรมากเพียงใด
- Apple จะยังเดินหน้าปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์ต่อไปหรือไม่
- แรงกดดันด้านต้นทุนจะยืดเยื้อไปอีกนานเพียงใด
- บริษัทจะเดินหน้ากระจายแหล่งจัดหาหน่วยความจำเพิ่มเติมหรือไม่
แม้ Apple อาจรายงานการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง แต่หากต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด บริษัทจำเป็นต้องพิสูจน์ว่า การเติบโตดังกล่าวยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ แม้ต้องเผชิญกับต้นทุนชิ้นส่วนที่ปรับตัวสูงขึ้น
ประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)
Apple เตรียมประกาศผลประกอบการโดยตลาดคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ประมาณ 108.9 พันล้านดอลลาร์ โดยมี iPhone เป็นแรงขับเคลื่อนหลักจากวัฏจักรผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง และการที่ผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนอุปกรณ์รุ่นใหม่มากขึ้น
ยอดขายที่แข็งแกร่งอาจช่วยให้ Apple ไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนทั่วโลกได้อีกด้วย
ขณะเดียวกัน ธุรกิจ Services ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของผลประกอบการ ด้วยอัตรากำไรที่สูง ซึ่งอาจช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่สุดยังคงเป็น การขาดแคลนหน่วยความจำ (Memory Shortage) โดยต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้นอาจกดดันอัตรากำไร ทำให้แนวโน้มความสามารถในการทำกำไรในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า มีความสำคัญต่อการประเมินของตลาดมากกว่าการรายงานรายได้ที่สูงกว่าคาดเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ Apple ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายแหล่งจัดหาหน่วยความจำ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดซื้อจากผู้ผลิตในจีน ซึ่งแม้อาจช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทาน แต่ก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านการเมือง กฎระเบียบ และยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ
ดังนั้น ผลประกอบการในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบของ อุปสงค์ต่อ iPhone เท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึง คุณภาพของการเติบโต ว่า Apple จะสามารถเพิ่มยอดขาย ขยายส่วนแบ่งตลาด และรักษาความสามารถในการทำกำไรไว้ได้หรือไม่ ท่ามกลางต้นทุนหน่วยความจำที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น

Source: xStation5
Apple ยังคงแข็งแกร่ง แต่ตลาดต้องการมากกว่าผลประกอบการที่ดี
การเดิมพัน AI ครั้งใหญ่ของ Amazon เริ่มสร้างผลตอบแทน
Daily Summary: หุ้นพุ่งรับ Fed ไม่ Hawkish อย่างที่คาด AI Trade กลับมาเด่น เยนแข็งค่า น้ำมันอ่อนตัว
Nasdaq futures พุ่งแรงกว่า 3% 🚀