การแต่งตั้ง Kevin Warsh ขึ้นเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ กำลังเปิดบทใหม่ของนโยบายการเงินสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา Donald Trump เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ยโดยเร็ว โดยมองว่าต้นทุนการกู้ยืมที่ยังสูงกำลังกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือ ภาวะเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบันแทบไม่เปิดพื้นที่ให้ Fed ดำเนินนโยบายผ่อนคลายได้มากนัก
ตัวเลข CPI และ PPI ล่าสุดของเดือนเมษายน ออกมาสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ปรับคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ยิ่งตอกย้ำว่าแรงกดดันเงินเฟ้อในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วอาจเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ และอาจถูกมองว่าเป็น “การตัดสินใจทางการเมือง” มากกว่าการอิงข้อมูลเศรษฐกิจจริง
และนี่คือจุดที่ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดสำหรับ Warsh เริ่มปรากฏชัด หากประธาน Fed คนใหม่พยายามตอบแทน Trump สำหรับการสนับสนุนทางการเมือง ด้วยการผลักดันให้ลดดอกเบี้ยทั้งที่เงินเฟ้อยังสูง เขาอาจถูกวิจารณ์ทันทีว่ากำลังบั่นทอนความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
สำหรับตลาดการเงิน นั่นจะเป็นสัญญาณว่า Fed เริ่มดำเนินนโยบายตามความต้องการของทำเนียบขาว มากกว่าตามข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของทั้งสถาบันในระยะยาว
นอกจากนี้ แม้แต่ประธาน Fed เองก็ไม่ได้มีอิสระเต็มที่ในการตัดสินใจ เพราะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยต้องผ่านการลงมติร่วมกันของคณะกรรมการ FOMC ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าการ Fed และประธานธนาคารกลางประจำภูมิภาคต่าง ๆ นั่นหมายความว่า Warsh ไม่สามารถผลักดันการลดดอกเบี้ยได้เพียงลำพัง หากสมาชิกส่วนใหญ่ยังมองว่าเงินเฟ้อยังคงสูงเกินไป
อีกหนึ่งแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากกว่า คือ Warsh อาจเลือกปรับเปลี่ยน Fed ผ่านการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาพูดถึงมาตลอดก่อนเข้ารับตำแหน่ง Warsh วิจารณ์มาโดยตลอดว่า Fed ขยายขนาดสินทรัพย์มากเกินไปหลังวิกฤตต่าง ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และมองว่าธนาคารกลางเข้าไปมีบทบาทในตลาดการเงินมากเกินจำเป็น
ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียยังคงผลักดันราคาน้ำมันและพลังงานให้อยู่ในระดับสูง ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มเติม ตราบใดที่ราคาพลังงานยังไม่ลดลง Fed ก็แทบไม่มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยไม่เสี่ยงให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
ตลาดพันธบัตรเองก็กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า นักลงทุนเริ่มกังวลว่าเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูง อาจอยู่กับตลาดไปอีกนานกว่าที่คาด
ด้วยเหตุนี้ Warsh จึงกำลังก้าวเข้าสู่ Fed ในช่วงเวลาที่ยากที่สุดช่วงหนึ่ง เขาต้องเผชิญทั้งแรงกดดันทางการเมืองจาก Trump และความจริงอันโหดร้ายของเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลดลง
อีกไม่นาน ตลาดจะได้เห็นชัดว่าเขาจะเลือกเป็น “ตัวแทนทางการเมือง” ของประธานาธิบดี หรือจะรักษาบทบาทในฐานะ “ผู้พิทักษ์เสถียรภาพทางการเงินของสหรัฐฯ” อย่างแท้จริง

Source: xStation5
ตลาดปิดลบ! หุ้นและโลหะร่วง หลังการประชุม Trump-Xi ยังไร้ทางออกประเด็นอิหร่าน 📉
ดลาดเด่นรายวัน: เงินเยนพร้อมสำหรับรอบใหม่อีกครั้งแล้วหรือยัง?
Morning Wrap: Trump และ Xi กำหนดทิศทางตลาด
ข่าวเด่นวันนี้ 15 พ.ค.