- การประชุม FOMC ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลก แม้ว่าการแถลงข่าวของ Kevin Warsh จะได้รับความสนใจ แต่ด้วยแนวทางที่หลีกเลี่ยงการให้ Forward Guidance จึงคาดว่าปฏิกิริยาหลักของตลาดจะมาจาก ผลการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ย มากกว่าถ้อยแถลงหลังการประชุม โดย Warsh มีแนวโน้มจะไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในอนาคตมากนัก
- การประชุม FOMC ครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลก แม้ว่าการแถลงข่าวของ Kevin Warsh จะได้รับความสนใจ แต่ด้วยแนวทางที่หลีกเลี่ยงการให้ Forward Guidance จึงคาดว่าปฏิกิริยาหลักของตลาดจะมาจาก ผลการตัดสินใจอัตราดอกเบี้ย มากกว่าถ้อยแถลงหลังการประชุม โดย Warsh มีแนวโน้มจะไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในอนาคตมากนัก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มสูงที่จะ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%-3.75% ในการประชุมคืนนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะทำให้ตลาดฟิวเจอร์สเพิ่มการคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME ประเมินว่ามีโอกาสประมาณ 30% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้
คำถามสำคัญคือ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ จะสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่?
ตลาด Fed Funds Futures มองว่า Fed อาจเลือกขึ้นดอกเบี้ยเชิงป้องกัน (Preemptive Rate Hike) เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อในอนาคต แต่คำถามคือ มุมมองดังกล่าวสมเหตุสมผลหรือไม่
ข้อมูลเศรษฐกิจยังไม่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย
หาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยในคืนนี้ เหตุผลจะไม่ได้มาจากข้อมูลเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่จะเป็นการบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า เพราะตัวเลขล่าสุดยังไม่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ร้อนแรงเกินไป
ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว โดยตัวเลข Nonfarm Payrolls (NFP) เดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนพฤษภาคมถูกปรับลดลงเหลือ 129,000 ตำแหน่ง
อัตราการว่างงานทรงตัวที่ 4.2% แต่ อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ลดลงจาก 61.8% เหลือ 61.5%
เงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลาย
แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มดีขึ้น
- CPI เดือนมิถุนายนลดลง 0.4% MoM
- เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.5% YoY
- Core CPI ทรงตัวรายเดือน ขณะที่อัตรารายปีลดลงเหลือ 2.6% จาก 2.9%
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจช่วยให้เงินเฟ้อชะลอลงต่อในช่วงครึ่งหลังของปี ได้แก่
- ผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่ส่งผ่านมายังราคาสินค้าน้อยกว่าที่คาด และจะทยอยหายไปจากดัชนี CPI
- เงินเฟ้อด้านที่อยู่อาศัยชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าแรงกดดันของ Super Core Inflation กำลังลดลง
- ราคาพลังงานที่อ่อนตัวลงอาจช่วยกดดันเงินเฟ้อเพิ่มเติม
แม้ว่าจะยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนการลงทุนด้าน AI และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวน แต่ผู้เขียนมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยเชิงป้องกันในเวลานี้ ยังเร็วเกินไป เนื่องจาก Fed ไม่สามารถควบคุมปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานได้
การยุติ Forward Guidance อาจสร้างความสับสน
Kevin Warsh เคยกล่าวว่าคณะกรรมการ Fed มีมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งคาดว่าจะสะท้อนออกมาในการประชุมครั้งนี้
หาก Fed คงดอกเบี้ยตามคาด ตลาดโดยทั่วไปจะต้องการทราบว่า Fed พร้อมจะคงดอกเบี้ยไว้นานเพียงใด หรือจะเริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อใด
อย่างไรก็ตาม Warsh ไม่สนับสนุนการใช้ Forward Guidance และมีแนวโน้มจะไม่เปิดเผยกรอบเวลาการเปลี่ยนนโยบายในการแถลงข่าวคืนนี้
การขาดกรอบแนวทางที่ชัดเจนอาจเพิ่มความสับสนให้กับนักลงทุนหลังการประชุม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญของการยกเลิก Forward Guidance
ผลกระทบต่อตลาดการเงิน
หากไม่มีการส่งสัญญาณล่วงหน้า ผลกระทบต่อตลาดจะขึ้นอยู่กับผลการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยโดยตรง
ผู้เขียนมองว่าตลาดให้น้ำหนักต่อโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในคืนนี้มากเกินไป ดังนั้น หาก Fed คงดอกเบี้ย แม้จะมีกรรมการบางส่วนแสดงจุดยืนแบบ Hawkish ตลาดอาจตีความผลการประชุมว่า Dovish
สถานการณ์ดังกล่าวอาจกดดัน
- ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yield)
- ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีดอลลาร์ (USD Index) ปรับขึ้นแล้วกว่า 3% ตั้งแต่ต้นปี และอยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ดังนั้น หาก Fed คงดอกเบี้ย ค่าเงินปอนด์อาจเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
GBP/USD อาจฟื้นตัวหาก Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ย
ตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับปอนด์ โดย GBP/USD ปรับตัวลงจากระดับเหนือ 1.38 เหลือประมาณ 1.33
แรงกดดันต่อปอนด์มาจาก
- ความต้องการถือดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ความแตกต่างของแนวโน้มนโยบายการเงินระหว่าง Fed และ BOE
ก่อนการประชุม Fed ตลาดประเมินว่า
- Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 33%
- BOE มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพียง 2%
ส่วนต่างดังกล่าวกดดัน GBP/USD อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม หาก Fed คงดอกเบี้ยตามคาด ค่าเงินปอนด์มีโอกาสฟื้นตัว โดยแนวต้านสำคัญระยะสั้นอยู่ที่ 1.3428 ซึ่งเป็นเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA)
หากทะลุระดับดังกล่าวได้ จะเป็นสัญญาณเชิงบวก และอาจเปิดทางให้ราคาปรับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 1.3475 ซึ่งเป็นระดับ Fibonacci Retracement 61.8% ของการปรับฐานจากจุดสูงสุดเดือนพฤษภาคมสู่จุดต่ำสุดเดือนมิถุนายน
GOLD - ความระมัดระวังปกคลุมตลาดก่อนการประชุม Fed
กระแส AI เริ่มชะลอ หลัง LVMH ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้ตลาดได้
🔴Live: ทองจะร่วงต่อ หรือกลับ $4,200?
GOLD: แรงกดดันฝั่งขายกลับมา ทดสอบแนวรับสำคัญบริเวณ $3,960