ดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ เปิดลบ นำโดยหุ้นเทคฯ ขณะที่กลุ่มชิปถูกเทขาย
ดัชนีฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าตลาดมีแนวโน้มเปิดลบในวันศุกร์ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงกดดันหลักก่อนตลาดวอลล์สตรีทเปิดทำการ ฟิวเจอร์สของ Nasdaq 100 ปรับตัวลงราว 1.3% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.5% ส่วน Dow Jones อ่อนตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์น้อยกว่า
แรงกดดันหลักยังคงมาจากแรงขายในหุ้นเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการปรับมุมมองของนักลงทุนต่อแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
แรงขายหนักที่สุดกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดย Micron Technology ปรับตัวลงราว 5% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด หลังนักลงทุนทยอยทำกำไรจากการพุ่งขึ้นแรงภายหลังการประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ขณะที่ผู้ผลิตชิปรายอื่น เช่น Intel, Arm Holdings, Marvell และ Sandisk ต่างปรับตัวลงเช่นกัน สะท้อนการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มนี้ แม้ความต้องการฮาร์ดแวร์สำหรับ AI ยังคงแข็งแกร่ง
กองทุน Technology Select Sector SPDR ETF (XLK) ลดลงประมาณ 1.6% ขณะที่ On Semiconductor เป็นหนึ่งในหุ้นที่ร่วงแรงที่สุด โดยดิ่งกว่า 13% หลังประกาศเข้าซื้อกิจการ Synaptics มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
มุมมองทางเทคนิค: US100 (กรอบเวลา D1)
จากกราฟฟิวเจอร์ส US100 ดัชนีกำลังทดสอบเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เอ็กซ์โปเนนเชียล 50 วัน (EMA50) หากแรงซื้อสามารถป้องกันระดับดังกล่าวไว้ได้ มีโอกาสเกิดรูปแบบการฟื้นตัวแบบ 1:1 Correction โดยแนวต้านสำคัญถัดไปอยู่บริเวณ 30,800 จุด
อย่างไรก็ตาม หากดัชนีหลุดต่ำกว่าระดับ 29,000 จุด จะถือเป็นการยกเลิกมุมมองเชิงบวก และอาจเป็นสัญญาณว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความเสี่ยงเผชิญแรงอ่อนตัวในระยะสั้น

Source: xStation5
ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่พุ่งสูงขึ้น เริ่มสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน
นักลงทุนจำนวนมากขึ้นกำลังจับตาต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะราคา DRAM และ NAND ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูล AI และเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค
การปรับขึ้นของต้นทุนชิ้นส่วนล่าสุดทำให้ Apple ต้องขึ้นราคาสินค้าบางรุ่นในกลุ่ม iPad และ MacBook ขณะที่ Microsoft ก็ประกาศขึ้นราคาคอนโซลเกม Xbox เช่นกัน นักลงทุนเริ่มกังวลว่าการขึ้นราคาลักษณะนี้อาจลุกลามไปยังบริษัทเทคโนโลยีวงกว้างในไม่ช้า
นอกจากหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังติดตามแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เงินเฟ้อที่ออกมาสูงกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงของมุมมองต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กำลังเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดหุ้น โดยปกติแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะกดดันหุ้นเติบโต (Growth Stocks) มากที่สุด เนื่องจากมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้พึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตเป็นหลัก
นักกลยุทธ์ตลาดระบุว่า ภาวะตลาดปัจจุบันมีความอ่อนไหวอย่างมากต่อทั้งข่าวเกี่ยวกับ AI และสัญญาณจาก Fed การผสมกันของ มูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุน AI ที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนเรื่องดอกเบี้ย กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่มีโอกาสเกิดความผันผวนสูงในวอลล์สตรีท
แรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐฯ เท่านั้น ในเอเชีย SoftBank ร่วงกว่า 12% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ลดลงมากกว่า 4% นอกจากนี้ยังมีแรงขายหนักในตลาดหุ้น เกาหลีใต้ ฮ่องกง และจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนหุ้นเทคโนโลยียุโรปก็ถูกกดดันเช่นกัน โดย ASML, Infineon, STMicroelectronics และ ASM International ต่างเปิดตลาดด้วยการปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
หุ้น On Semiconductor (กรอบเวลา D1)

Source: xStation5
ข่าวเด่นวันนี้ 29 มิ.ย.
📊 3 ตลาดที่ต้องจับตาในสัปดาห์: EUR/USD, ทองคำ และ S&P 500
Fed's Kashkari ชี้ AI อาจบีบให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ดัน USD และ EUR/USD กลับทิศ
📉 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.มิชิแกน ต่ำกว่าคาด