- RBNZ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ระดับ 2.25% แต่ส่งสัญญาณเชิง “hawkish” ชัดเจนมากขึ้นเมื่อเทียบกับการประชุมเดือนกุมภาพันธ์
- อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.1% และธนาคารกลางคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 3.0% ในไตรมาส 1 ปี 2026 ก่อนจะเร่งขึ้นไปที่ 4.2% ในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
- ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ยังคงอ่อนแอ โดย GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 เติบโตเพียง 0.2% ทำให้ RBNZ ต้องระมัดระวังไม่เร่งใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วเกินไป
- คู่เงิน NZDUSD ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่าน ซึ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และหนุนสกุลเงินที่อิงวัฏจักรเศรษฐกิจ (pro-cyclical) เช่น NZD
- RBNZ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ระดับ 2.25% แต่ส่งสัญญาณเชิง “hawkish” ชัดเจนมากขึ้นเมื่อเทียบกับการประชุมเดือนกุมภาพันธ์
- อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.1% และธนาคารกลางคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 3.0% ในไตรมาส 1 ปี 2026 ก่อนจะเร่งขึ้นไปที่ 4.2% ในไตรมาส 2 ปี 2026 โดยมีแรงกดดันหลักมาจากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
- ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจนิวซีแลนด์ยังคงอ่อนแอ โดย GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 เติบโตเพียง 0.2% ทำให้ RBNZ ต้องระมัดระวังไม่เร่งใช้นโยบายการเงินตึงตัวเร็วเกินไป
- คู่เงิน NZDUSD ยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่าน ซึ่งกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และหนุนสกุลเงินที่อิงวัฏจักรเศรษฐกิจ (pro-cyclical) เช่น NZD
NZDUSD ปรับตัวขึ้นแรงถึง 2.00% หลังการตัดสินใจของ RBNZ โดยได้รับแรงหนุนทั้งจากท่าที “hawkish” มากขึ้นของธนาคารกลาง และบรรยากาศตลาดโลกที่ดีขึ้นหลังความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่านคลี่คลายลง
ค่าเงินกีวีแตะระดับประมาณ 0.5844 (ปัจจุบันอยู่แถว 0.5824) นักลงทุนมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นลักษณะ “hawkish pause” คือการคงดอกเบี้ยไว้ แต่ยังคงท่าทีเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ
RBNZ ระบุชัดว่า หากแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มขยายตัวออกนอกภาคพลังงาน และส่งผลต่อค่าจ้าง พฤติกรรมการตั้งราคา หรือความคาดหวังเงินเฟ้อ อาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด
สารหลักของ RBNZ คือ แนวโน้มเงินเฟ้อแย่ลง แม้การเติบโตเศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้น ธนาคารกลางชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เปลี่ยนภาพเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการสะดุดของซัพพลายเชน และราคาน้ำมัน–พลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
คาดการณ์อย่างเป็นทางการระบุว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.0% ในเดือนมีนาคม และ 4.2% ในเดือนมิถุนายน สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 1–3% โดยช่องทางหลักที่ส่งผ่านคือ ค่าขนส่ง ค่าโดยสารเครื่องบิน และอาหาร
อย่างไรก็ตาม RBNZ ไม่ต้องการตอบสนองรุนแรงเกินไปต่อแรงกระแทกด้านอุปทานที่อาจเป็นเพียงชั่วคราว ธนาคารกลางเน้นว่าภาวะปัจจุบันแตกต่างจากปี 2022 เนื่องจากอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจยังอ่อนแอ และกำลังการผลิตส่วนเกินยังสูง ซึ่งช่วยจำกัดผลกระทบเงินเฟ้อรอบสอง
ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเศรษฐกิจในประเทศยังเปราะบาง: GDP เติบโตต่ำ สภาวะการเงินตึงตัว และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านปรับตัวสูงขึ้น กล่าวคือ RBNZ กำลังเผชิญกับสมดุลที่ยากระหว่างเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการฟื้นตัวที่ยังอ่อนแรง
ดังนั้น แม้ไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดก็ยังมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้มีความ “hawkish” คณะกรรมการได้พิจารณาความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบายเชิงรุกมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดกรอบ แต่สุดท้ายเลือกที่จะรอดูข้อมูลเพิ่มเติม โดยตลาดเริ่มคาดว่าเดือนกรกฎาคมอาจเป็นช่วงเวลาที่เป็นไปได้สำหรับการขึ้นดอกเบี้ย หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังต่อเนื่อง
ภาพรวมตลาดโลกยังช่วยหนุนการแข็งค่าของ NZD ด้วยเช่นกัน โดยข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ–อิหร่าน 2 สัปดาห์กระตุ้นภาวะ risk-on อย่างชัดเจน: ฟิวเจอร์ส US500 เพิ่มขึ้นราว 2.5% ราคาน้ำมันปรับตัวลง และดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ซึ่งหนุนสกุลเงินที่อิงวัฏจักรเศรษฐกิจ โดย NZD โดดเด่นเป็นพิเศษจากแรงหนุนภายในประเทศเพิ่มเติม
ณ เวลาที่รายงาน NZDUSD ปรับขึ้นประมาณ 1.67%

📈 ทองคำพุ่งขึ้น 2% ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลง
การเปลี่ยนแปลงในตลาดฟอเร็กซ์จากปัจจัยสงคราม: USD ดิ่งลง 💥; AUD, NZD และ CHF ฟื้นตัว 🚀
ราคาน้ำมันร่วง 10% 📉
Euphoria ครองตลาด หลังดีลหยุดยิงตะวันออกกลาง 📈 US100 พุ่ง 3%