Michael Burry เผยพอร์ตการลงทุนอัปเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กันยายน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเพียงการบริหารความเสี่ยงตามปกติ หรือเป็นสัญญาณของการปรับพอร์ตครั้งใหญ่?
จากการเปลี่ยนแปลงของสถานะการลงทุน สิ่งแรกที่เห็นได้คือ Burry มีความมั่นใจต่อมุมมองเดิมของเขาลดลงในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนมุมมองอย่างชัดเจน โดยมีการลดสถานะ Short ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ลงอย่างเห็นได้ชัด
บนโซเชียลมีเดีย Burry อธิบายว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดผลขาดทุนจาก มูลค่าของออปชันที่ลดลงตามกาลเวลา
- เขายังคงถือสถานะ Put ใน Palantir และกองทุน QQQ ซึ่งมีวันหมดอายุในปี 2027
- สถานะ Long ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดยังคงเป็น Lululemon, Molina Healthcare และ MercadoLibre
- ในฝั่งขาลง Oracle, Palantir และ Nebius เป็นสถานะหลัก ขณะที่สถานะขนาดเล็กลงมา ซึ่งยังเป็น Put ได้แก่ Nvidia และ ETF ที่ลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
- Burry ไม่ได้เปิดเผยสัดส่วนการลงทุนในปัจจุบัน หรือขนาดของสถานะที่ถูกลดลง
ช้าแต่ยังดีกว่าไม่ทำ
โดยไม่จำเป็นต้องวิจารณ์มากเกินไป พอร์ตของ Michael Burry ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายแง่มุม หนึ่งในนั้นคือการถือหุ้น Lululemon ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก โดย Burry เริ่มเปิดเผยการลงทุนในบริษัทนี้อย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2025 ขณะนั้นราคาหุ้นลดลงประมาณ 50% จากจุดสูงสุด ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน
การติดตามสถานะนี้ทำให้เราเห็นบทเรียนสำคัญได้อย่างรวดเร็วว่า:
- หุ้นที่ราคาถูก อาจมีเหตุผลที่ทำให้มันถูก
- แม้หุ้นจะดูถูกแล้ว ก็ยังสามารถถูกลงได้อีก
Burry มองว่า Lululemon มีโอกาสกลับมาโดดเด่นได้อีกครั้ง โดยเปรียบเทียบกับบริษัทอย่าง Abercrombie & Fitch และ Ralph Lauren อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของบริษัททั้งในแง่ปัจจัยพื้นฐานและการเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟยังคงเป็นขาลงอย่างชัดเจน แต่ Burry เองก็ไม่ได้มองข้ามข้อเท็จจริง และยอมรับว่าแนวโน้มของบริษัทกำลังอ่อนแอลง
ในอีกด้านหนึ่งของพอร์ต สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ Palantir และ Nvidia ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มบริษัท “Hyper-growth” เนื่องจากมีรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่ยังรักษาอัตรากำไรในระดับสูงได้
ความผิดพลาดครั้งสำคัญของ Burry ในกรณีนี้คือ การตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการทุจริตทางบัญชี ทั้งที่ไม่สามารถพบหลักฐานรองรับได้ แทนที่จะยอมรับว่ามุมมองของเขาอาจผิดพลาดไปอย่างน้อยบางส่วน
Oracle และ Nebius เป็นอีกสองบริษัทที่ให้บทเรียนที่น่าสนใจ Burry ชี้ให้เห็นว่า ทั้งสองบริษัทกำลังเผชิญปัญหาด้านระดับหนี้ รวมถึงขนาดของค่าใช้จ่ายจากการตัดจำหน่ายและค่าเสื่อมราคา อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือมุมมองขาลงของ Burry ต่อหุ้นเหล่านี้อาศัยสมมติฐานว่า สถานการณ์ความเสี่ยงที่รุนแรงมากจะเกิดขึ้นจริง โดยยังไม่ได้ระบุเส้นทางที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างไร
บทสรุป
จากการปรับสถานะครั้งใหม่ของ Burry อาจมีคนมองเห็นสัญญาณของ การยอมถอย (capitulation) และตีความต่อไปว่า ตลาดกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดด้านมูลค่า ก่อนที่จะเกิดการปรับราคาครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การตีความเช่นนั้นถือว่ารุนแรงเกินไป
ในขณะนี้ การปรับพอร์ตสะท้อนให้เห็นถึง ความระมัดระวังและความกังวลต่อภาคเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าโมเมนตัมของตลาดยังคงสวนทางกับมุมมองขาลง และปัจจัยพื้นฐานที่อาจสนับสนุนให้เกิดการปรับฐาน ยังไม่ได้กลายเป็นตัวเร่งที่มากพอจะเปลี่ยนทิศทางของ sentiment
ในฝั่งหุ้นเติบโต นักลงทุนที่มีประสบการณ์ แม้จะมีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อฝ่ายบริหารของบริษัท ก็ไม่สามารถมองข้าม ผลประกอบการที่อ่อนแออย่างต่อเนื่องและสวนทางกับสิ่งที่ตลาดกำลังสะท้อนผ่านราคา
การลดทั้งสถานะ Long และ Short อาจตีความได้ว่าเป็นการ เพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอน ขณะที่การขายสถานะ Put บางส่วนยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ จังหวะเวลา (Timing) เพราะแม้จะประเมินได้ถูกต้องว่าหุ้นมีมูลค่าสูงเกินไป แต่ก็ยังสามารถขาดทุนได้ หากการเทขายเกิดขึ้นหลังจากสัญญาออปชันหมดอายุแล้ว
ข่าวเด่นวันนี้ 15 ก.ย.
Oracle งบดี แต่ยังไม่ดีพอ
Oracle Earnings: ตลาดคาดหวังอะไร?
BOJ ส่งสัญญาณ Hawkish ตลาดสะเทือน ก่อนจับตา PPI สหรัฐฯ