09:03 · 10 กรกฎาคม 2026

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ⏰

ทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ⏰

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดย ยุโรป คาดว่าจะรายงานกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งอีกไตรมาส แต่ภาพรวมถูกขับเคลื่อนอย่างมากจาก กลุ่มพลังงาน ขณะที่ใน สหรัฐฯ นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตมากกว่า 20% อีกครั้ง โดยมี กลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน เป็นแรงหนุนหลัก

อย่างไรก็ตาม สัญญาณแรกของการชะลอตัวในกระแส AI Boom เริ่มปรากฏ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า


ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2

  • กำไรของบริษัทในยุโรปคาดว่าจะเติบโตประมาณ 12% YoY แต่หากไม่นับรวมกลุ่มพลังงาน การเติบโตจะเหลือเพียง 3%
  • กลุ่มพลังงานกำลังมีบทบาทต่อยุโรปในลักษณะเดียวกับที่ กลุ่มเทคโนโลยี มีต่อสหรัฐฯ คือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการ
  • บริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะมีกำไรเติบโตประมาณ 23% YoY นับเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่กำไรเติบโตเกิน 20%
  • แม้กลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ แต่ตลาดเริ่มกังวลว่าการลงทุนด้าน AI อาจไม่สามารถเติบโตได้อย่างร้อนแรงตลอดไป
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 2 ขณะที่ตลาดยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตอนใต้ เริ่มไล่ตามได้ทัน
  • หากผลประกอบการและแนวโน้มของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ยุโรปอาจรักษาความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ในช่วงครึ่งหลังของปี

ยุโรป: กลุ่มพลังงานคือพระเอกของฤดูกาลนี้

บริษัทจดทะเบียนในยุโรปมีแนวโน้มรายงานกำไรเติบโตประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากหลายปีที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดัน

อย่างไรก็ตาม การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ ซึ่งคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นถึง 84% YoY

หากตัดกลุ่มพลังงานออก กำไรของบริษัทในยุโรปจะเติบโตเพียง 3% แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่กระจายตัวในวงกว้าง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวเลขที่โดดเด่นส่วนใหญ่เกิดจากอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้


พลังงานคือ "หุ้นเทค" ของยุโรป

ในฤดูกาลนี้ กลุ่มพลังงานมีบทบาทคล้ายกับหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรของทั้งตลาด

นอกจากนี้ กลุ่มต่อไปนี้ยังมีแนวโน้มรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ได้แก่

  • เคมีภัณฑ์
  • อุตสาหกรรม
  • ธนาคาร

ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง

ในทางกลับกัน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะ

  • ยานยนต์
  • สินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็น (Consumer Discretionary)

ซึ่งยังถูกกดดันจากต้นทุน ดอกเบี้ยสูง และอุปสงค์ที่ชะลอตัว


การเติบโตของกลุ่มพลังงานจะยั่งยืนหรือไม่?

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ

กำไรของบริษัทพลังงานจะสามารถรักษาระดับสูงเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่?

กำไรของบริษัทน้ำมันและก๊าซยังขึ้นอยู่กับ

  • ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ราคาน้ำมันโลก

โดยการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน Brent มากกว่า 10% ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามไม่เพียงแต่ตัวเลขกำไร แต่รวมถึง

  • มุมมองของผู้บริหาร
  • แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

สหรัฐฯ: ความคาดหวังสูงเป็นประวัติการณ์

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของสหรัฐฯ เริ่มต้นท่ามกลางความคาดหวังที่สูงมาก

ตลาดคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตประมาณ 23% YoY

ซึ่งจะเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่กำไรเติบโตเกิน 20%

ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า

มีบริษัทใน S&P 500 ถึง 111 บริษัท ที่ออกมาปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรล่วงหน้า

ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 และ 10 ปีเกือบ 2 เท่า

สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของตลาดมีพื้นฐานจากผลการดำเนินธุรกิจจริง ไม่ใช่เพียงกระแสความคาดหวัง

อย่างไรก็ตาม ยิ่งตลาดตั้งความหวังไว้สูง ความเสี่ยงที่จะผิดหวังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น


สหรัฐฯ กำลังตกเป็น "เหยื่อของความสำเร็จ"

ตลอด 7 ไตรมาสที่ผ่านมา

บริษัทใน S&P 500 สามารถรายงานกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มาโดยตลอด

ในช่วงเดียวกัน ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นรวมกว่า 45%

ทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่าการ "ทำได้ดีกว่าคาด" เป็นเรื่องปกติ

หากผลประกอบการในไตรมาสนี้ชะลอลงเพียงเล็กน้อย หรือบริษัทปรับลดแนวโน้มในอนาคต ตลาดอาจตอบสนองเชิงลบมากกว่าที่เคย

โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้น AI


เทคโนโลยีและพลังงานยังเป็นดาวเด่นของสหรัฐฯ

ในสหรัฐฯ กลุ่มพลังงานคาดว่าจะมีกำไรเติบโตประมาณ 60% YoY

แม้จะได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยเหล่านี้มีลักษณะเป็นวัฏจักร ไม่ใช่การเติบโตระยะยาว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

โดยเฉพาะ

  • Cloud Computing
  • Semiconductor
  • AI Infrastructure

ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกำไร S&P 500


AI เริ่มถูกตั้งคำถาม

ผลประกอบการของ Samsung Electronics เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน

แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นเกือบ 19 เท่า

จากความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI Server

แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง

เพราะนักลงทุนเริ่มกังวลว่า

การเติบโตระดับนี้จะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน

Meta เริ่มปล่อยเช่ากำลังประมวลผล AI ที่เหลือใช้

ทำให้ตลาดตั้งคำถามว่า

บริษัทอาจลงทุนด้าน GPU และโครงสร้างพื้นฐานเร็วกว่าความต้องการจริง

นอกจากนี้

ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • Nvidia ประเมินว่า AI Factory แห่งแรกอาจใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์
  • Apple ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าบางประเภท เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น

หุ้นเทคจะยังรักษาการเติบโตได้หรือไม่?

ในระยะสั้น ผลประกอบการไม่น่าจะเป็นปัญหา

แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญมากกว่า คือ

  • แผนลงทุน (CAPEX)
  • ทิศทางการลงทุน AI ในอนาคต

หากผู้บริหารเริ่มส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น

ตลาดอาจปรับลดประมาณการกำไรในระยะยาว

และอาจเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้น AI ไปยัง

  • หุ้น Defensive
  • ตลาดยุโรป

ยุโรป vs สหรัฐฯ

ไตรมาส 2 ถือเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

  • Nasdaq ทำผลงานดีที่สุดในรอบกว่า 5 ปี
  • Dow Jones ทำสถิติสูงสุดใหม่
  • ดัชนีหลักของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 14%

ขณะที่ยุโรปปรับตัวขึ้นช้ากว่า

  • ฝรั่งเศส +6.8%
  • เยอรมนี +8.2%
  • อังกฤษ +3.2%

แต่ตลาดยุโรปตอนใต้โดดเด่นกว่า

  • อิตาลี +14%
  • กรีซ +14%
  • สเปน +10%

ยุโรปเริ่มได้เปรียบในไตรมาส 3

ในช่วงต้นไตรมาส 3

ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มให้ผลตอบแทนดีกว่าสหรัฐฯ

สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มเตรียมรับความเสี่ยง

หากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด

ยุโรปอาจกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเม็ดเงินลงทุน

เนื่องจาก

  • มูลค่าหุ้นยังถูกกว่า
  • พึ่งพาธีม AI น้อยกว่า
  • โครงสร้างอุตสาหกรรมมีความหลากหลายมากกว่า

สิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 จะเป็นบททดสอบสำคัญของทั้ง

  • กระแส AI
  • กลุ่มพลังงาน

สำหรับยุโรป นักลงทุนควรจับตาว่า

กลุ่มพลังงานจะสามารถรักษาระดับกำไรได้หรือไม่ และกลุ่มอุตสาหกรรม ธนาคาร และเคมีภัณฑ์ จะสามารถเข้ามารับช่วงต่อการเติบโตได้เพียงใด

ส่วนในสหรัฐฯ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงผลประกอบการไตรมาส 2 แต่คือ แนวโน้ม (Guidance) สำหรับไตรมาสต่อ ๆ ไป

หากบริษัทเทคโนโลยีส่งสัญญาณระมัดระวังมากกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนบางส่วนเข้าสู่ตลาดยุโรป ซึ่งมีการกระจายตัวของอุตสาหกรรมมากกว่าและพึ่งพาธีม AI น้อยกว่า

Mateusz Czyżkowski

Financial Market Analyst

Mateusz Czyżkowski to Analityk Rynków Finansowych w XTB, gdzie pracuje od 2021 roku, a z rynkami kapitałowymi związany jest aktywnie od 2019 roku. Specjalizuje się w analizach rynku walutowego, akcji i indeksów, które mogą Państwo czytać w codziennych komentarzach giełdowych i walutowych publikowanych na platformie XTB. Jego warsztat opiera się na pracy z terminalem Bloomberga oraz probabilistyczno-statystycznym podejściu do rynków - łączy chłodną analizę danych z oceną scenariuszy makroekonomicznych, bez emocjonalnych ocen kierunku rynku. Ekspertyzę rozszerza również na branżę dóbr luksusowych, w którą jest zaangażowany prywatnie jako kolekcjoner i pasjonat zegarków, co przełożyło się m.in. na analizę wpływu amerykańskich ceł na szwajcarski rynek czasomierzy. Prowadzi też poranne webinaria i analizy wideo, w których tłumaczy rynkowe wydarzenia szerokiej publiczności.

ไปที่หน้าผู้เชี่ยวชาญ 
10 กรกฎาคม 2026, 09:40

หุ้นกลาโหมเผชิญแรงขายหลัง NATO Summit 🚩 Rheinmetall ร่วง 4% ด้าน KNDS เลื่อน IPO

10 กรกฎาคม 2026, 09:28

หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: Seagate Technology เมื่อเทคโนโลยีรุ่นเก่ากลับมามีบทบาทสำคัญในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)

10 กรกฎาคม 2026, 09:01

ข่าวเด่นวันนี้ 10 ก.ค.

9 กรกฎาคม 2026, 15:18

US100 รีบาวด์ 1% 🔼 SK hynix ได้รับแรงซื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนเปิดตัวใน Nasdaq

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เราให้บริการมีความเสี่ยง เศษหุ้น (Fractional Shares) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจาก XTB แสดงถึงการเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนหรือ ETF เศษหุ้นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการเงินอิสระ สิทธิของผู้ถือหุ้นอาจถูกจำกัด
ความสูญเสียสามารถเกินกว่าเงินที่ฝาก