ทุกสิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ⏰
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดย ยุโรป คาดว่าจะรายงานกำไรที่เติบโตแข็งแกร่งอีกไตรมาส แต่ภาพรวมถูกขับเคลื่อนอย่างมากจาก กลุ่มพลังงาน ขณะที่ใน สหรัฐฯ นักวิเคราะห์คาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตมากกว่า 20% อีกครั้ง โดยมี กลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน เป็นแรงหนุนหลัก
อย่างไรก็ตาม สัญญาณแรกของการชะลอตัวในกระแส AI Boom เริ่มปรากฏ ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลระหว่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2
- กำไรของบริษัทในยุโรปคาดว่าจะเติบโตประมาณ 12% YoY แต่หากไม่นับรวมกลุ่มพลังงาน การเติบโตจะเหลือเพียง 3%
- กลุ่มพลังงานกำลังมีบทบาทต่อยุโรปในลักษณะเดียวกับที่ กลุ่มเทคโนโลยี มีต่อสหรัฐฯ คือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการ
- บริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะมีกำไรเติบโตประมาณ 23% YoY นับเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่กำไรเติบโตเกิน 20%
- แม้กลุ่มเทคโนโลยีและพลังงานยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ แต่ตลาดเริ่มกังวลว่าการลงทุนด้าน AI อาจไม่สามารถเติบโตได้อย่างร้อนแรงตลอดไป
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 2 ขณะที่ตลาดยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตอนใต้ เริ่มไล่ตามได้ทัน
- หากผลประกอบการและแนวโน้มของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ยุโรปอาจรักษาความได้เปรียบเชิงสัมพัทธ์ในช่วงครึ่งหลังของปี
ยุโรป: กลุ่มพลังงานคือพระเอกของฤดูกาลนี้
บริษัทจดทะเบียนในยุโรปมีแนวโน้มรายงานกำไรเติบโตประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากหลายปีที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดัน
อย่างไรก็ตาม การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในบริษัทน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ ซึ่งคาดว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นถึง 84% YoY
หากตัดกลุ่มพลังงานออก กำไรของบริษัทในยุโรปจะเติบโตเพียง 3% แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดยังไม่กระจายตัวในวงกว้าง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ตัวเลขที่โดดเด่นส่วนใหญ่เกิดจากอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่พุ่งสูงก่อนหน้านี้
พลังงานคือ "หุ้นเทค" ของยุโรป
ในฤดูกาลนี้ กลุ่มพลังงานมีบทบาทคล้ายกับหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ โดยเป็นแรงขับเคลื่อนกำไรของทั้งตลาด
นอกจากนี้ กลุ่มต่อไปนี้ยังมีแนวโน้มรายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ได้แก่
- เคมีภัณฑ์
- อุตสาหกรรม
- ธนาคาร
ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ในทางกลับกัน กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคยังคงอ่อนแอ โดยเฉพาะ
- ยานยนต์
- สินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็น (Consumer Discretionary)
ซึ่งยังถูกกดดันจากต้นทุน ดอกเบี้ยสูง และอุปสงค์ที่ชะลอตัว
การเติบโตของกลุ่มพลังงานจะยั่งยืนหรือไม่?
คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ
กำไรของบริษัทพลังงานจะสามารถรักษาระดับสูงเช่นนี้ต่อไปได้หรือไม่?
กำไรของบริษัทน้ำมันและก๊าซยังขึ้นอยู่กับ
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- ราคาน้ำมันโลก
โดยการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน Brent มากกว่า 10% ในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น นักลงทุนควรติดตามไม่เพียงแต่ตัวเลขกำไร แต่รวมถึง
- มุมมองของผู้บริหาร
- แนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง
สหรัฐฯ: ความคาดหวังสูงเป็นประวัติการณ์
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการของสหรัฐฯ เริ่มต้นท่ามกลางความคาดหวังที่สูงมาก
ตลาดคาดว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตประมาณ 23% YoY
ซึ่งจะเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกันที่กำไรเติบโตเกิน 20%
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า
มีบริษัทใน S&P 500 ถึง 111 บริษัท ที่ออกมาปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรล่วงหน้า
ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 และ 10 ปีเกือบ 2 เท่า
สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของตลาดมีพื้นฐานจากผลการดำเนินธุรกิจจริง ไม่ใช่เพียงกระแสความคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม ยิ่งตลาดตั้งความหวังไว้สูง ความเสี่ยงที่จะผิดหวังก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
สหรัฐฯ กำลังตกเป็น "เหยื่อของความสำเร็จ"
ตลอด 7 ไตรมาสที่ผ่านมา
บริษัทใน S&P 500 สามารถรายงานกำไรดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มาโดยตลอด
ในช่วงเดียวกัน ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นรวมกว่า 45%
ทำให้นักลงทุนเริ่มมองว่าการ "ทำได้ดีกว่าคาด" เป็นเรื่องปกติ
หากผลประกอบการในไตรมาสนี้ชะลอลงเพียงเล็กน้อย หรือบริษัทปรับลดแนวโน้มในอนาคต ตลาดอาจตอบสนองเชิงลบมากกว่าที่เคย
โดยเฉพาะหุ้นเติบโตและหุ้น AI
เทคโนโลยีและพลังงานยังเป็นดาวเด่นของสหรัฐฯ
ในสหรัฐฯ กลุ่มพลังงานคาดว่าจะมีกำไรเติบโตประมาณ 60% YoY
แม้จะได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ปัจจัยเหล่านี้มีลักษณะเป็นวัฏจักร ไม่ใช่การเติบโตระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI
โดยเฉพาะ
- Cloud Computing
- Semiconductor
- AI Infrastructure
ยังถูกคาดหวังว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกำไร S&P 500
AI เริ่มถูกตั้งคำถาม
ผลประกอบการของ Samsung Electronics เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน
แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นเกือบ 19 เท่า
จากความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI Server
แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง
เพราะนักลงทุนเริ่มกังวลว่า
การเติบโตระดับนี้จะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่
ในขณะเดียวกัน
Meta เริ่มปล่อยเช่ากำลังประมวลผล AI ที่เหลือใช้
ทำให้ตลาดตั้งคำถามว่า
บริษัทอาจลงทุนด้าน GPU และโครงสร้างพื้นฐานเร็วกว่าความต้องการจริง
นอกจากนี้
ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- Nvidia ประเมินว่า AI Factory แห่งแรกอาจใช้เงินลงทุนสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์
- Apple ส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าบางประเภท เนื่องจากต้นทุนหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้น
หุ้นเทคจะยังรักษาการเติบโตได้หรือไม่?
ในระยะสั้น ผลประกอบการไม่น่าจะเป็นปัญหา
แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญมากกว่า คือ
- แผนลงทุน (CAPEX)
- ทิศทางการลงทุน AI ในอนาคต
หากผู้บริหารเริ่มส่งสัญญาณระมัดระวังมากขึ้น
ตลาดอาจปรับลดประมาณการกำไรในระยะยาว
และอาจเกิดการโยกย้ายเงินลงทุนจากหุ้น AI ไปยัง
- หุ้น Defensive
- ตลาดยุโรป
ยุโรป vs สหรัฐฯ
ไตรมาส 2 ถือเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
- Nasdaq ทำผลงานดีที่สุดในรอบกว่า 5 ปี
- Dow Jones ทำสถิติสูงสุดใหม่
- ดัชนีหลักของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 14%
ขณะที่ยุโรปปรับตัวขึ้นช้ากว่า
- ฝรั่งเศส +6.8%
- เยอรมนี +8.2%
- อังกฤษ +3.2%
แต่ตลาดยุโรปตอนใต้โดดเด่นกว่า
- อิตาลี +14%
- กรีซ +14%
- สเปน +10%
ยุโรปเริ่มได้เปรียบในไตรมาส 3
ในช่วงต้นไตรมาส 3
ตลาดหุ้นยุโรปเริ่มให้ผลตอบแทนดีกว่าสหรัฐฯ
สะท้อนว่านักลงทุนบางส่วนเริ่มเตรียมรับความเสี่ยง
หากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด
ยุโรปอาจกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเม็ดเงินลงทุน
เนื่องจาก
- มูลค่าหุ้นยังถูกกว่า
- พึ่งพาธีม AI น้อยกว่า
- โครงสร้างอุตสาหกรรมมีความหลากหลายมากกว่า
สิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 จะเป็นบททดสอบสำคัญของทั้ง
- กระแส AI
- กลุ่มพลังงาน
สำหรับยุโรป นักลงทุนควรจับตาว่า
กลุ่มพลังงานจะสามารถรักษาระดับกำไรได้หรือไม่ และกลุ่มอุตสาหกรรม ธนาคาร และเคมีภัณฑ์ จะสามารถเข้ามารับช่วงต่อการเติบโตได้เพียงใด
ส่วนในสหรัฐฯ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงผลประกอบการไตรมาส 2 แต่คือ แนวโน้ม (Guidance) สำหรับไตรมาสต่อ ๆ ไป
หากบริษัทเทคโนโลยีส่งสัญญาณระมัดระวังมากกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้ความผันผวนเพิ่มขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการโยกย้ายเงินลงทุนบางส่วนเข้าสู่ตลาดยุโรป ซึ่งมีการกระจายตัวของอุตสาหกรรมมากกว่าและพึ่งพาธีม AI น้อยกว่า
หุ้นกลาโหมเผชิญแรงขายหลัง NATO Summit 🚩 Rheinmetall ร่วง 4% ด้าน KNDS เลื่อน IPO
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: Seagate Technology เมื่อเทคโนโลยีรุ่นเก่ากลับมามีบทบาทสำคัญในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ข่าวเด่นวันนี้ 10 ก.ค.
US100 รีบาวด์ 1% 🔼 SK hynix ได้รับแรงซื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนเปิดตัวใน Nasdaq