- 3 ปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางสัปดาห์หน้า
- 3 ปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางสัปดาห์หน้า
บรรยากาศการลงทุนในช่วงท้ายสัปดาห์กลับมาเป็นบวก โดยได้แรงหนุนจากความโล่งใจหลังการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ของสหรัฐฯ การฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และความผันผวนของเงินเยน
วันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวันชาติ (Independence Day) ซึ่งอาจทำให้การซื้อขายค่อนข้างเงียบ หรือในทางกลับกัน ความผันผวนของราคาอาจเพิ่มสูงขึ้นจากสภาพคล่องที่บางเบา
ต่อไปนี้คือ 3 ประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาในช่วงปิดสัปดาห์
1. ตลาดปรับคาดการณ์เส้นทางดอกเบี้ยของ Fed
- ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในเดือนล่าสุด ประกอบกับอัตราการว่างงานที่ลดลงจากการหดตัวของอัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงาน (Labour Force Participation Rate) ทำให้นักลงทุนลดการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้
- จากข้อมูลของ CME FedWatch Tool ขณะนี้ตลาดแทบไม่ให้น้ำหนักต่อการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมแล้ว โดยความน่าจะเป็นลดลงจากเกือบ 40% เหลือเพียง 17%
- นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนธันวาคมก็ลดลงต่ำกว่า 50% ขณะที่ก่อนประกาศตัวเลข NFP นักลงทุนยังประเมินว่ามีโอกาสราว 50% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้งก่อนสิ้นปี
- ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอกว่าคาดส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อตลาดหุ้นและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
2. หุ้นเทคโนโลยีกลับมาฟื้นตัว
- โอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยน้อยลงถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth Stocks) เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมลดลง และมูลค่าปัจจุบันของกำไรในอนาคตสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาหุ้น
- ปัจจัยดังกล่าวช่วยให้ตลาดหุ้นเอเชียฟื้นตัว โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นมากกว่า 5% แม้ว่ายังคงติดลบกว่า 8% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน
- แรงหนุนหลักมาจากหุ้น SK Hynix ที่ทะยานขึ้นมากกว่า 10%
- แรงขายก่อนหน้านี้เกิดจากความกังวลเกี่ยวกับแผนการลงทุน (Capex) ของบริษัทผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) หลังจาก Meta เปิดเผยว่ากำลังพิจารณาขยายธุรกิจคลาวด์เพื่อให้บริการพลังประมวลผลด้าน AI
- อย่างไรก็ตาม Meta ได้ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า โครงการ AI Agent ของบริษัทมีความคืบหน้าน้อยกว่าที่คาด ทำให้มีทรัพยากรด้าน AI Compute เหลือใช้งานมากกว่าความต้องการ
- ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่า วัฏจักรการลงทุนด้าน AI อาจเริ่มเข้าสู่จุดสูงสุด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิปและบริษัทในกลุ่มหน่วยความจำ
- อย่างไรก็ตาม เรามองว่าหากข่าวนี้มาจาก Microsoft หรือ Alphabet ผลกระทบต่อตลาดน่าจะรุนแรงกว่ามาก การที่จนถึงขณะนี้มีเพียง Meta เท่านั้นที่เผชิญสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ตลาดยังสามารถรับมือได้ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มชิปเริ่มฟื้นตัวในช่วงปลายสัปดาห์
- จากนี้ไป ตลาดจะจับตาผลประกอบการของกลุ่ม Magnificent 7 ที่จะทยอยประกาศในช่วงปลายเดือนนี้ โดยเฉพาะแผนการลงทุน (Capex) สำหรับปีข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของหุ้นเทคโนโลยีในระยะต่อไป
- หลังจากอ่อนตัวเมื่อวันพฤหัสบดี มีโอกาสที่ดัชนี Nasdaq จะฟื้นตัวตามตลาดในวันจันทร์ ขณะที่ตัวเลข PMI เดือนมิถุนายน ที่แข็งแกร่งยังช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในยุโรป
3. เงินเยนและความเสี่ยงจากการแทรกแซงค่าเงิน
- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ดูเหมือนจะเลือกจังหวะการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสมเมื่อวันพฤหัสบดี
- การอ่อนค่าของคู่เงิน USD/JPY ได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมหลังการประกาศตัวเลข NFP ที่อ่อนแอ
- ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าทางการญี่ปุ่นอาจยังคงเข้าแทรกแซงตลาดอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ USD/JPY กลับมาต่ำกว่าระดับ 161 ซึ่งถือเป็นระดับที่ BOJ รู้สึกสบายใจกว่ามาก
- จนถึงขณะนี้ การแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินเยนยังเป็นไปอย่างมีระเบียบ และยังไม่ได้ก่อให้เกิดความผันผวนรุนแรงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยนเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ
🚨 XTB 7.7 Deposit Bonus โปรแรงกลางปี!
🚨 Gold Sniper Masterclass อีก 4 วันเท่านั้น!
🚀 หุ้น SpaceX พร้อมให้เทรดบน XTB แล้ว
🚀 วิเคราะห์ SpaceX ก่อนการ IPO