ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ เปิดต้นเดือนสิงหาคมด้วยโมเมนตัมเชิงบวก โดย Nasdaq ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% และหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ กลายเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ทำผลงานดีที่สุดทั่วโลกในวันซื้อขายแรกของเดือน
ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 1.6% ได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นขนาดใหญ่ เช่น Oracle และ Meta ซึ่งฟื้นตัวขึ้นประมาณ 6.5%
ขณะที่:
- Microsoft และ Alphabet ปรับขึ้นมากกว่า 5%
- Amazon เพิ่มขึ้นมากกว่า 4% พร้อมแตะระดับมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์
Magnificent 7 กลับมาผงาดอีกครั้ง
กลุ่ม Magnificent 7 กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง
สอดคล้องกับมุมมองของเราเมื่อสัปดาห์ก่อน ดูเหมือนว่าการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีอาจสิ้นสุดลงแล้วในระยะสั้น
ในช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา เทรดเดอร์และกองทุนเฮดจ์ฟันด์เข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ด้วยอัตราที่รวดเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อน 2 ประเด็นสำคัญ:
- นักลงทุนรายใหญ่ในตลาดการเงินมองว่าการเทขายหุ้นเทคโนโลยีที่ผ่านมาได้สร้างโอกาสด้านมูลค่า
- เป็นสัญญาณว่าการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนจนถึงปลายเดือนกรกฎาคมอาจสิ้นสุดลงแล้ว
ขนาดของการฟื้นตัวครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในวันจันทร์เพียงวันเดียว:
S&P 500 เพิ่มมูลค่าตลาดรวมขึ้นประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์
สะท้อนว่ากระแสเงินลงทุนจริง (Real Money) กำลังไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังผ่านช่วงปรับฐานที่ผ่านมา
SpaceX ร่วมขบวนฟื้นตัว
แม้แต่ SpaceX ก็ปรับตัวขึ้น 1.8% หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์
แรงหนุนมาจากความเห็นของ Elon Musk ที่ระบุว่าหุ้น SpaceX เป็น “โอกาสซื้อที่ไม่น่าเชื่อ” เมื่อราคาต่ำกว่า 110 ดอลลาร์
ความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนที่ SpaceX จะรายงานผลประกอบการครั้งแรกหลังเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq เมื่อเดือนมิถุนายน
อะไรเป็นแรงผลักดันการฟื้นตัวของตลาด?
การปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย
1. ราคาน้ำมันลดลงช่วยลดแรงกดดันตลาด
ในระยะสั้น ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยง
ราคาน้ำมันดิบ Brent Futures ลดลงประมาณ 4% มาอยู่บริเวณ 83.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เนื่องจากความเป็นไปได้ที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมารุนแรงขึ้นถูกเลื่อนออกไปในระยะนี้
ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนหุ้นสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการปรับขึ้นของตลาดไม่ได้มีเพียงปัจจัยระยะสั้น แต่ยังมี 2 ปัจจัยพื้นฐานสำคัญ
1. ระดับ Valuation กลับมาน่าสนใจมากขึ้น
การชะลอตัวของ S&P 500 ในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ระดับมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อเทียบกับดัชนีโลก MSCI World Index ผ่านอัตราส่วน Forward P/E
ปัจจุบัน Valuation ของ S&P 500 ลดลงมาอยู่ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว
2. ผลประกอบการแข็งแกร่ง ดึงนักลงทุนกลับเข้าสหรัฐฯ
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการล่าสุดของ S&P 500 ถือว่าแข็งแกร่งมาก
ข้อมูลสำคัญ:
- การเติบโตของกำไรแบบ Blended Earnings Growth อยู่ที่ 47.4% YoY
- สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2021
- หากไม่นับ Alphabet และ Amazon ซึ่งมีผลประกอบการโดดเด่นเกินคาดจนส่งผลต่อภาพรวม อัตราการเติบโตยังอยู่ที่ 28.8%
- 86% ของบริษัท รายงานกำไรสูงกว่าคาดการณ์
- 10 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของ S&P 500 รายงานการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบรายปี
แม้การเติบโตส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยี แต่การที่กำไรยังแข็งแกร่งแม้ตัดผลกระทบจากกลุ่มนี้ออก สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจสหรัฐฯ
หุ้นสหรัฐฯ ยังคงเป็นสินทรัพย์คุณภาพสูง และในขณะนี้ยังดูมีมูลค่าที่น่าสนใจ
อย่างไรก็ตาม หากตลาดยังปรับขึ้นต่อเนื่อง Valuation ก็อาจกลับมาแพงอีกครั้งในระยะเวลาไม่นาน
AI Trade กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
การเริ่มต้นเดือนใหม่มาพร้อมกับการหมุนกลับเข้าสู่ธีมหุ้นเทคโนโลยี
แนวโน้มดังกล่าวอาจเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันต่อหุ้นยุโรปและอังกฤษ เนื่องจากนักลงทุนอาจลดสัดส่วนใน:
- หุ้น Defensive
- หุ้นพลังงาน
- หุ้น Healthcare และ Pharma
และเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเติบโตขนาดใหญ่ (Large-cap Growth Stocks)
ธีม AI ยังคงมีโอกาสเติบโตต่อไป
ก่อนหน้านี้ ตลาดยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความยั่งยืนของ AI Trade แต่ผลประกอบการไตรมาส 2 ได้ช่วยยืนยันมุมมองเชิงบวก
นอกจากนี้ การลดสถานะลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูง (Deleveraging) ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
แม้ AI Trade จะมีความซับซ้อนและมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง แต่การที่ Magnificent 7 ปรับขึ้นพร้อมกับหุ้นกลุ่มชิป แสดงให้เห็นว่ากระแส AI กำลังกลับมาอย่างกว้างขวาง
ความเสี่ยงที่ต้องจับตาสำหรับหุ้นสหรัฐฯ
ในระยะสั้น ปัจจัยเสี่ยงหลักต่อ AI Trade ได้แก่:
1. ตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ วันศุกร์แข็งแกร่งเกินคาด
ซึ่งอาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน
2. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กลับมา
ซึ่งอาจผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอีกครั้ง
ที่มา: XTB และ Bloomberg
เริ่มต้นลงทุนหุ้นอย่างมั่นใจ
🔴Live: ทองโลกหลุด $4,100
กรกฎาคมบอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางตลาดหุ้นต่อไป?
BOE Meeting Preview: FTSE 100 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อน Bailey แถลง