🛢️ Commodities
- ราคาน้ำมันกำลังเผชิญกับการปรับตัวลงต่อเนื่องยาวนานที่สุดของปี ส่งผลให้ราคากลับลงมาใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง และลบกำไรส่วนใหญ่ที่เกิดจากสงครามออกไปเกือบทั้งหมด
- น้ำมันทั้งสองสัญญาหลักถูกกดดันอย่างหนัก โดย Brent Crude ร่วงมากกว่า 5% หลุดระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ของสหรัฐฯ ลดลงสู่บริเวณ 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- รายงานล่าสุดระบุว่า สหรัฐฯ กำลังทยอยยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และเตรียมเปิดทางให้อิหร่านกลับมาส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกได้ทันที เพื่อช่วยลดความตึงเครียดก่อนการเจรจารอบใหม่
- ข้อตกลงดังกล่าวมีกำหนดลงนามในวันศุกร์นี้ที่นครเจนีวา แม้ว่ารายละเอียดของบันทึกข้อตกลงฉบับเต็มยังไม่ได้รับการเปิดเผยก็ตาม
- สถาบันการเงินรายใหญ่ใน Wall Street ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้ง Morgan Stanley และ Goldman Sachs ต่างลดเป้าหมายราคาสำหรับไตรมาสถัดไป
- Goldman Sachs คาดว่าการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจะกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งหมายความว่าอุปทานอาจกลับมาเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้
- สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลางทั่วโลก เนื่องจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงกลับสู่ระดับต้นเดือนมีนาคม ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจโลก
- ด้านทองคำยังคงปรับตัวขึ้นต่อ โดยเพิ่มขึ้น 0.6% สู่ระดับ 4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้แรงหนุนจากความคาดหวังว่าแรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัวลง
📈 หุ้นและบริษัท
- หลังจากปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วัน ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแรงและเข้าสู่ภาวะพักฐาน โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลง ขณะที่ US500 ลดลง 0.2% และ US100 ร่วงมากกว่า 1%
- SpaceX ยังคงเป็นจุดสนใจของตลาด โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นอีก 11% หลังเปิดการซื้อขาย และหากนับตั้งแต่วัน IPO หุ้นปรับตัวขึ้นแล้วมากกว่า 50%
- บริษัทของ Elon Musk ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติด้านมูลค่าตลาด โดยแซง Amazon ได้สำเร็จ และช่วงหนึ่งสามารถแซง Microsoft ได้ด้วย ส่งผลให้มูลค่าตลาดแตะระดับ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์
- ปัจจุบัน SpaceX กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดอันดับ 5 บน Wall Street โดยได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากข่าวการปิดดีลเข้าซื้อ Cursor มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วน P/S ราว 15 เท่า
🏛️ นโยบายการเงินและธนาคารกลาง
- วันนี้เอเชียได้เห็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์จากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 1.0%
- นี่ถือเป็นระดับดอกเบี้ยสูงสุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญ
- ปฏิกิริยาของตลาดเป็นไปอย่างผันผวน โดยเงินเยนลบกำไรทั้งหมดที่ทำได้ก่อนหน้า ขณะที่ราคาพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวลดลง ด้าน USDJPY กลับเข้าใกล้ระดับ 160.5 อีกครั้ง ซึ่งเป็นระดับที่เคยกระตุ้นให้ทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินมาแล้ว
- ในทางตรงกันข้าม ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกของปี ส่งผลให้ AUDUSD แข็งค่าขึ้นในวันนี้
- ฝั่งยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันเชิง Hawkish หลังจากการประชุม ECB ครั้งล่าสุดที่ Christine Lagarde ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย พร้อมเตือนว่า “เงินเฟ้อจากสงคราม” กำลังแพร่กระจายเข้าสู่เศรษฐกิจในวงกว้าง
- EURUSD ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 1.16 ในวันนี้ แม้ว่าสาเหตุหลักจะมาจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าความแข็งแกร่งของยูโร
- ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “สงบก่อนพายุ” ก่อนการประชุม Fed ในวันพุธ
- การประชุมครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด
- แม้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่จุดสนใจสำคัญอยู่ที่การแถลงข่าวครั้งแรกของ Warsh และมุมมองของเขาต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
- ประธาน Fed คนใหม่กำลังเผชิญโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก ระหว่างแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้นที่ยังคงอยู่ กับความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

ราคาน้ำมันลบกำไรจากสงครามตะวันออกกลางเกือบทั้งหมด
📊 Chart of the Day: นี่คือ “การเบรกเอาต์จริง” ของตลาดน้ำมันในครั้งนี้หรือไม่? (12.06.2026)
ข่าวเด่นวันนี้ 12 มิ.ย.
OpenAI กำลังเข้าสู่ “สงครามราคา” (price war) ก่อนการเสนอขายหุ้น IPO หรือไม่?
📆 การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB จะช่วยหนุนค่าเงินยูโรหรือไม่?