แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวลดลงเกือบ 30% นับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม และลดลงราว 24% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในอิหร่าน แต่ Goldman Sachs ยังคงมองว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวยังไม่เปลี่ยนแปลง
ตามมุมมองของนักวิเคราะห์ธนาคาร การปรับฐานในปัจจุบันส่วนใหญ่เกิดจากความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีท่าทีเข้มงวดมากขึ้น (hawkish) ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนราคาทองคำยังคงแข็งแกร่งเช่นเดิม
ประเด็นสำคัญ
-
Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ราคาทองคำที่ระดับ $4,900 ต่อออนซ์ ภายในสิ้นปี 2026 โดยอ้างถึงปัจจัยเชิงโครงสร้างและวัฏจักรเศรษฐกิจที่ยังสนับสนุนตลาด
-
ปัจจัยขับเคลื่อนระยะยาวที่สำคัญคือ การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลาง (central bank buying) โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่
-
การกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองเพิ่มขึ้นหลังจากการอายัดเงินทุนสำรองของรัสเซียในปี 2022 และยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญของอุปสงค์ทองคำ
-
-
ผลสำรวจล่าสุดของ World Gold Council ระบุว่า 45% ของธนาคารกลาง มีแผนเพิ่มการถือครองทองคำในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มทำแบบสำรวจ
-
ในระยะสั้น ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากท่าทีเข้มงวดของ Fed โดยตลาดกลับมาให้น้ำหนักโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งกดดันความต้องการ ETF ทองคำ
-
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและคาดการณ์เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน (yield-bearing assets) มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลให้เงินทุนบางส่วนไหลออกจากทองคำ
-
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ไม่เห็นด้วยกับมุมมองตลาดที่คาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยคาดว่า Fed จะ คงอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และเลื่อนการเริ่มลดดอกเบี้ยไปในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า
-
หากเป็นไปตามกรณีดังกล่าว อาจช่วยหนุนการฟื้นตัวของสถานะ ETF ทองคำ ซึ่งโดยประวัติศาสตร์มักปรับตัวดีขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดลง
-
ในระยะกลางถึงยาว Goldman Sachs มองว่าความเสี่ยงยังคงเอียงไปทางขาขึ้น โดยนอกจากการซื้อของธนาคารกลางแล้ว ยังมีความกังวลด้านความยั่งยืนทางการคลังของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอาจกระตุ้นอุปสงค์ทองคำจากภาคเอกชนเพิ่มเติม
-
ธนาคารมองว่าความอ่อนตัวของทองคำในปัจจุบันเป็นเพียงผลจากแรงกดดันมหภาคระยะสั้น หาก Fed มีท่าทีไม่เข้มงวดเท่าที่ตลาดคาด และธนาคารกลางยังคงซื้อทองคำต่อเนื่อง ราคาทองคำมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นระยะยาวอีกครั้ง
-
ดังนั้น ราคาน้ำมันและข้อมูลเงินเฟ้อที่กำลังจะประกาศ อาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางถัดไปของทองคำ
GOLD (กรอบเวลา D1)
จากมุมมองทางเทคนิค แนวต้านสำคัญแรกอยู่บริเวณ $4,400 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งของเส้นค่าเฉลี่ย EMA200 (เส้นสีแดง)
เส้น EMA50 และ EMA200 กำลังเข้าใกล้รูปแบบ “death cross” ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 อย่างไรก็ตาม รูปแบบนี้ไม่ได้สามารถใช้คาดการณ์ทิศทางราคาได้อย่างแม่นยำเสมอไป และมักเกิดขึ้นหลังจากการปรับตัวลงแรง จึงอาจสะท้อนภาวะ “ขายมากเกินไป” มากกว่าจะเป็นสัญญาณขาลงที่ชัดเจน
แนวรับถัดไปของทองคำอยู่บริเวณ $3,800 ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นโซนการตอบสนองของราคาสำคัญที่เกิดขึ้นในปี 2025

ที่มา: xStation5
ปฏิทินเศรษฐกิจ: ตลาดรอ JOLTS สหรัฐฯ, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และผลประกอบการ Nike
GDP UK ต่ำกว่าคาด ขณะที่ยอดค้าปลีกเยอรมนีออกมาดีกว่าคาด
น้ำมันร่วง 30% ในหนึ่งไตรมาส 🚩 Morgan Stanley ปรับลดคาดการณ์อีกครั้ง
🔼 หุ้นยังบวกต่อจากแรงหนุน AI ขณะที่เงินเยนทำจุดต่ำสุดรอบ 40 ปี (30.06.2026)