ราคาทองคำ (+2.9%) และโลหะเงิน (+4.45%) ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน แม้ว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มชะลอตัวลง
การผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประกอบกับบรรยากาศ Risk-on อย่างเต็มรูปแบบในตลาดหุ้น กำลังช่วยกระตุ้นความต้องการลงทุนเชิงเก็งกำไรในโลหะมีค่า
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้ของประเทศเศรษฐกิจหลักยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนแบบดั้งเดิมที่ช่วยเพิ่มแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
แม้สภาพแวดล้อมตลาดในปัจจุบันจะเอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจมหภาคและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการคลังยังคงทำให้นักลงทุนมองว่า ทองคำและโลหะเงินยังมีบทบาทสำคัญในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
ราคาฟิวเจอร์สโลหะมีค่าในวันนี้
ที่มา: xStation5
การวิเคราะห์ทางเทคนิค: GOLD (D1)
ราคาฟิวเจอร์สทองคำปรับตัวทะลุขึ้นในทิศทางขาขึ้น (Bullish Breakout) ในวันนี้ โดยสามารถผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล EMA10 (สีเหลือง) และ EMA30 (สีม่วงอ่อน) ขึ้นมาได้ พร้อมทดสอบแนวต้านบริเวณขอบบนของกรอบการเคลื่อนไหวแบบ Sideway ล่าสุด ซึ่งตรงกับระดับ Fibonacci Retracement 23.6% ของรอบขาลงล่าสุดในช่วง เดือนเมษายน–กรกฎาคม
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำยังคงซื้อขายต่ำกว่าระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเคยถูกทดสอบมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม
หากราคาสามารถปิดเหนือระดับดังกล่าวได้ จะเป็นสัญญาณว่าทองคำมีโอกาสเปลี่ยนจากแนวโน้ม Sideway ไปสู่แนวโน้ม ขาขึ้น (Uptrend) อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ หากแรงซื้อยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ และการปรับฐานของดอลลาร์ยังดำเนินต่อไป (USD Index กลับทิศทางในกราฟเป็นขาลง) ราคาทองคำอาจมีโอกาสเดินหน้าทดสอบและทะลุผ่านเส้น EMA100 (สีม่วงเข้ม) ได้
โดยภาพรวม ปัจจัยทางเทคนิคกำลังส่งสัญญาณเชิงบวก แต่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังคงเป็นแนวต้านสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด
ที่มา: xStation5
เหตุใดโลหะมีค่าจึงฟื้นตัวขึ้น?
ความพยายามของทองคำและโลหะเงินในการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น เกิดจากปัจจัยหลายด้านที่สนับสนุนร่วมกัน ได้แก่ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง และความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนเก็งกำไร
ปัจจัยด้านความต้องการซื้อสะท้อนให้เห็นได้จาก ปริมาณการซื้อขาย (Trading Volume) ที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจนในสัญญาฟิวเจอร์สทองคำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (แสดงในกราฟที่ 1)
กราฟที่ 1: ปริมาณการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สทองคำ (Gold Futures Contracts)
ที่มา: CME Group
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนฝั่งขาขึ้น (Bullish Factors)
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง และมุมมองต่อดอกเบี้ย Fed ที่เปลี่ยนไป:
ความหวังเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ช่วยลดความกังวลด้านเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งภายในสิ้นปีนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลง และแนวโน้มการคุมเข้มนโยบายการเงินระยะสั้นที่ลดลง ส่งผลโดยตรงในเชิงบวกต่อโลหะมีค่า ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Non-yielding Assets)
กระแสเงินลงทุนจากสถาบัน และแรงซื้อจากเอเชีย:
ความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวในตลาดเอเชียกำลังช่วยสนับสนุนตลาดโลหะมีค่าอย่างแข็งแกร่ง
กองทุน ETF ที่มีทองคำเป็นสินทรัพย์อ้างอิงของจีน (Chinese Gold-backed ETFs) มีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 14 วันติดต่อกัน หลังจากเผชิญกับช่วงเงินทุนไหลออกต่อเนื่องเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ การกลับเข้าซื้อทองคำของ ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (Bank of Korea) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มแรงหนุนให้กับตลาด
แรงส่งทางเทคนิค และการปิดสถานะ Short (Short Covering):
ระดับราคาปัจจุบันได้กระตุ้นให้เกิดแรงซื้อคืนจากนักลงทุนที่เปิดสถานะขาย (Short Position) หลังจากราคาปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนจากปัจจัยด้านสงคราม
ในเดือนกรกฎาคม ราคาทองคำฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดในรอบ 10 เดือน และปรับขึ้นประมาณ 4% ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,165 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะเดียวกัน โลหะเงินก็มีรูปแบบการฟื้นตัวที่ใกล้เคียงกัน
แรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) แข็งแกร่งเพียงใด?
ข้อมูลในอดีตจาก กราฟที่ 2 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงลบที่ชัดเจนระหว่างโลหะมีค่าหลักและดอลลาร์สหรัฐฯ
โดยในกราฟ:
- แถวล่างแสดงการเคลื่อนไหวของ ทองคำและโลหะเงิน
- แถวบนแสดงการเคลื่อนไหวของ Bitcoin และ S&P 500
ผลการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ปัจจุบัน (จุดสีน้ำเงิน) สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน
แม้ว่าการอ่อนค่าของดอลลาร์จะชะลอตัวลง (USD Index เคลื่อนไหวใกล้ระดับปิดตลาดวันศุกร์) แต่ราคาทองคำและโลหะเงินยังสามารถทะลุเหนือเส้นแนวโน้ม (Trendline) ได้ สะท้อนถึงแรงซื้อที่ยังคงแข็งแกร่ง
กราฟที่ 2: การเปรียบเทียบผลตอบแทนรายสัปดาห์ของสินทรัพย์ที่เลือกเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ที่มา: XTB Research, ข้อมูลจาก Yahoo Finance
- ความขัดแย้งในอิหร่านและกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้บทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมถูกบดบังไปชั่วคราว
- อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทองคำและโลหะเงินกำลังพยายามเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถเห็นได้จากการปรับตัวขึ้นของ Bitcoin และตลาดหุ้น
- แต่การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นและแรงซื้อเชิงเก็งกำไร ไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่ผลักดันให้โลหะมีค่าปรับตัวสูงขึ้น
- เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ทะลุขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 หลังนักลงทุนเทขายพันธบัตรจากความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจยังคงอยู่ในระดับสูง และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ล่าช้า
- ความกังวลดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากการที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสนับสนุนค่าเงินเยนญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 1.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
- ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการคลัง นโยบายการเงิน และระดับหนี้ของประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งยังคงเป็นแรงสนับสนุนระยะยาวต่อความต้องการถือครองสินทรัพย์อย่างทองคำและโลหะเงิน
กราฟที่ 3: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐฯ
Source: XTB Research, Bloomberg and Macrobond data
ข้อตกลงช่องแคบฮอร์มุซเข้าใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น
ภาคบริการสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
ตัวเลขจ้างงาน ADP ของสหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด ดัน EURUSD ปรับตัวขึ้น 📈
สรุปตลาดรายวัน 6.8.2026