- หุ้น Alphabet (GOOGL.US) ปรับตัวลงกว่า 20% จากจุดสูงสุดตลอดกาล บริเวณ 407 ดอลลาร์ต่อหุ้น
- ราคาหุ้นหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 200 วัน (EMA200) ในการซื้อขายเมื่อวานนี้
- แม้ราคาหุ้นจะอ่อนตัว แต่บริษัท ยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่งในธุรกิจ Google Cloud และมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow: FCF) ติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ Alphabet เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีสาเหตุหลักจากการลงทุนด้าน AI (CapEx) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- หุ้น Alphabet (GOOGL.US) ปรับตัวลงกว่า 20% จากจุดสูงสุดตลอดกาล บริเวณ 407 ดอลลาร์ต่อหุ้น
- ราคาหุ้นหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 200 วัน (EMA200) ในการซื้อขายเมื่อวานนี้
- แม้ราคาหุ้นจะอ่อนตัว แต่บริษัท ยังคงมีการเติบโตที่แข็งแกร่งในธุรกิจ Google Cloud และมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต
- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow: FCF) ติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ Alphabet เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีสาเหตุหลักจากการลงทุนด้าน AI (CapEx) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
Alphabet ร่วงหลังงบฯ แกร่ง! นักลงทุนกังวลต้นทุน AI พุ่ง แต่ Google Cloud ยังโตแรง
ตลาดตอบสนองด้วยแรงขายหุ้น Alphabet (GOOGL.US) แม้ว่าผลประกอบการไตรมาสล่าสุดจะออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด นักลงทุนยังคงกังวลกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ รายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure หรือ CapEx) และความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจเข้าสู่ช่วง กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบ จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
อย่างไรก็ตาม Alphabet ยังคงสร้างความประทับใจจากการเติบโตของธุรกิจ Google Cloud ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโต และ AI อาจเป็นปัจจัยขับเคลื่อนรายได้ที่สำคัญที่สุดของบริษัทในระยะยาว
Google Cloud ก้าวขึ้นเป็นเสาหลักของการเติบโต
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี Google Cloud ได้เปลี่ยนจากธุรกิจที่ขาดทุนมาเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของ Alphabet
ในไตรมาสล่าสุด รายได้ของ Google Cloud พุ่งขึ้น 82% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะเกือบ 25,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นสู่ เกือบ 36% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่น เพราะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มักต้องแลกการเติบโตกับอัตรากำไรที่ลดลง
Google Cloud เพิ่งเริ่มทำกำไรได้ในช่วงต้นปี 2023 ก่อนที่การเติบโตจะเร่งตัวต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตของรายได้เพิ่มจาก 28% เป็น 48% จากนั้นเป็น 63% และล่าสุดอยู่ที่ 82%
Alphabet ระบุว่า การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากความต้องการ โครงสร้างพื้นฐาน AI, แพลตฟอร์มพัฒนา AI และบริการ Cloud แบบดั้งเดิม เช่น ฐานข้อมูล ระบบจัดเก็บข้อมูล และโซลูชันด้านความปลอดภัยไซเบอร์
ในไตรมาสล่าสุด Google Cloud สร้างรายได้ใหม่เกือบ ครึ่งหนึ่งของรายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดของ Alphabet และคิดเป็นเกือบ สองในสามของกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าธุรกิจนี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนเสริมของธุรกิจโฆษณาอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นแหล่งสร้างกำไรหลักของบริษัท
ความต้องการ AI ระดับสูงหนุนการเติบโตในระยะยาว
อีกปัจจัยที่สนับสนุนแนวโน้มเชิงบวกคือ ยอดคำสั่งซื้อคงค้าง (Remaining Performance Obligations) ซึ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 514,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นอีก 52,000 ล้านดอลลาร์ จากไตรมาสก่อน
คำสั่งซื้อส่วนหนึ่งครอบคลุมการจำหน่าย ชิป TPU ที่ Alphabet พัฒนาขึ้นเองสำหรับฝึกโมเดล AI ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างรายได้จากโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของบริษัท
ในขณะเดียวกัน Alphabet ยังคงเร่งลงทุนเพื่อรองรับความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้น โดย CapEx ในไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า สู่ประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กระแสเงินสดอิสระติดลบชั่วคราว
ฝ่ายบริหารยอมรับแรงกดดันต่อกระแสเงินสดในระยะสั้น เพื่อแลกกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะสร้างรายได้และกำไรในระดับที่สูงขึ้นในอนาคต หากความต้องการด้าน AI ยังคงแข็งแกร่ง Google Cloud อาจกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำกำไรได้มากที่สุดของ Alphabet และช่วยพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุนมหาศาลในปัจจุบัน
มุมมองทางเทคนิค: หุ้นหลุด EMA200 แต่ยังมีโอกาสฟื้นตัว
ราคาหุ้น Alphabet ปรับตัวลงต่ำกว่า เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 200 วัน (EMA200) บนกราฟรายวัน ซึ่งนับเป็นเพียงครั้งที่สามนับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2025 โดยในสองครั้งก่อนหน้า ราคาสามารถกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นดังกล่าวได้ในเวลาไม่นาน
หากแรงซื้อกลับมา หุ้นจำเป็นต้องกลับขึ้นไปยืนเหนือ ระดับ 320 ดอลลาร์ เพื่อเปิดทางสู่การฟื้นตัวบริเวณ 370 ดอลลาร์
แม้ว่าธุรกิจหลักของ Alphabet จะยังคงแข็งแกร่ง และการลงทุนด้าน AI อาจสร้างผลตอบแทนในระยะยาว แต่ความเสี่ยงสำคัญยังคงมาจากปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ และยุโรปอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง ซึ่งยังเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวม

ที่มา: xStation5
รายได้เติบโตต่อเนื่อง แต่กำไรสุทธิได้รับแรงหนุนจากรายการพิเศษ
Alphabet รายงานรายได้รายไตรมาสเพิ่มขึ้นสู่ประมาณ 119.8 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิพุ่งขึ้นสู่ราว 112.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่ได้สะท้อนผลการดำเนินงานจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว
กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นมีสาเหตุหลักจาก กำไรครั้งเดียว (One-off Gain) ที่เกิดจากการตีมูลค่าหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนใหม่ ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) พุ่งขึ้นถึง 93.7% ซึ่งเป็นระดับที่สูงผิดปกติและไม่ควรมองว่าเป็นความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืน
ดังนั้น นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดหลัก เช่น รายได้จากธุรกิจโฆษณา ผลประกอบการของ Google Cloud และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) มากกว่า เพื่อประเมินคุณภาพของผลประกอบการที่แท้จริง
ในขณะเดียวกัน อัตราส่วนกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow Margin) ลดลงมาอยู่ที่ -4.9% สะท้อนแรงกดดันจากการลงทุน (CapEx) ที่ทำสถิติสูงสุด โดย Alphabet ยังคงทุ่มงบประมาณจำนวนมากไปยัง ศูนย์ข้อมูล (Data Center), เซิร์ฟเวอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
กระแสเงินสดอิสระที่ติดลบจึง ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจหลักกำลังอ่อนแอลง แต่สะท้อนถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการแข่งขันในยุค AI มากกว่า
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือ การลงทุนมหาศาลเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนเป็น การเติบโตของรายได้และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ได้หรือไม่ในระยะยาว ดังนั้น จึงควรแยกแยะ กำไรจากรายการพิเศษ ออกจาก ความสามารถในการทำกำไรจากธุรกิจหลัก เพื่อประเมินมูลค่าของบริษัทได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ที่มา: XTB Research Team
สถานะการเงินแข็งแกร่ง หนุนการลงทุน AI ได้อย่างต่อเนื่อง
Alphabet ถือครอง เงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และเงินลงทุนระยะสั้น รวมประมาณ 242.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ สินทรัพย์หมุนเวียนรวม (Current Assets) เพิ่มขึ้นสู่ราว 343.5 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องในระดับสูง
เม็ดเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวช่วยให้ Alphabet สามารถเดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ได้อย่างเต็มที่ โดย ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการกู้ยืมจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินในระยะยาว
ในด้านประสิทธิภาพการใช้เงินทุน อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นเป็น 80.2% ขณะที่ อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 55.2%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขทั้งสองได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญจาก กำไรพิเศษ (One-off Gain) ที่เกิดจากการตีมูลค่าหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนใหม่ จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นระดับความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืน
แม้จะหักผลกระทบจากรายการพิเศษดังกล่าวออกแล้ว ประสิทธิภาพในการใช้เงินทุนของ Alphabet ยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง จากความเป็นผู้นำในธุรกิจโฆษณาดิจิทัล และการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Google Cloud
งบดุลที่แข็งแกร่งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้เงินลงทุนด้าน AI ในระดับสูง พร้อมรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินกลยุทธ์ทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) การเข้าซื้อกิจการ (M&A) และการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต
ในมุมมองปัจจัยพื้นฐาน สภาพคล่องของ Alphabet ยังคงเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรปรับตัวเลข ROE และ ROA เพื่อหักผลกระทบจากกำไรพิเศษก่อนนำไปใช้ประเมินศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว

ที่มา: XTB Research Team
ฐานะการเงินแข็งแกร่ง แม้กระแสเงินสดอิสระติดลบจากการลงทุนด้าน AI
Alphabet ยังคงมี เงินสดสุทธิ (Net Cash) ประมาณ 129.7 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องของบริษัทมีมูลค่าสูงกว่าหนี้สินรวมอย่างมาก สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
ด้าน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt-to-Equity) อยู่ที่เพียง 0.2 เท่า แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างเงินทุนที่มีความระมัดระวัง ขณะที่ Current Ratio อยู่ที่ 2.7 เท่า ซึ่งบ่งชี้ว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมีมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนอย่างสบาย ทำให้งบดุลของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเดินหน้าลงทุนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์
ประเด็นที่นักลงทุนจับตามองมากที่สุดคือ กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ที่ลดลงสู่ประมาณ -5.9 พันล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุหลักจากการเร่งลงทุนใน ศูนย์ข้อมูล (Data Center), ชิป AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล
อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดอิสระที่ติดลบ ไม่ได้เกิดจากปัญหาสภาพคล่อง เนื่องจาก Alphabet ยังคงมีเงินสดสำรองอยู่ในระดับสูง แต่เป็นผลจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของฝ่ายบริหารที่ต้องการเร่งลงทุนล่วงหน้า เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
จากนี้ไป นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับคำถามสำคัญว่า เม็ดเงินลงทุนด้าน AI มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์เหล่านี้ จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวได้หรือไม่
หากธุรกิจ Google Cloud และบริการด้าน AI ยังคงขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง การลงทุนมหาศาลในปัจจุบันอาจกลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าให้กับ Alphabet มากที่สุดในระยะยาว
ในระหว่างนี้ สถานะเงินสดที่แข็งแกร่งของ Alphabet ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถเดินหน้าลงทุนตามแผนได้ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของงบดุล

Source: XTB Research Team
Eryk Szmyd XTB Financial Markets Analyst
ข่าวเด่นวันนี้ 27 ก.ค.
SAP เผยดีมานด์คลาวด์แข็งแกร่ง ขณะที่มาร์จิ้นยังเผชิญแรงกดดัน
Intel สร้างเซอร์ไพรส์ตลาด การพลิกฟื้นธุรกิจกำลังกลับมาแล้วหรือไม่?
Morning Wrap: ตลาดจะฟื้นตัวหลังแรงเทขายเมื่อวันพฤหัสบดีหรือไม่❓