Chart of the Day: ทองคำเผชิญแรงกดดันอีกครั้งจาก Fed และความกังวลเงินเฟ้อ (23.06.2026)
ในขณะที่ความสนใจของตลาดส่วนใหญ่มุ่งไปที่การร่วงลงอย่างหนักของฟิวเจอร์สดัชนีหุ้น หลังจาก SpaceX ปรับตัวลงอย่างรุนแรงเมื่อวานนี้ ตลาดโลหะมีค่าก็กำลังเผชิญแรงขายที่รุนแรงไม่แพ้กัน
ราคาทองคำปรับตัวลดลง 1.7% และกำลังเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงิน (Silver) ร่วงเกือบ 4% ลงมาใกล้ระดับ 62 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นับตั้งแต่ทำสถิติสูงสุดบริเวณ 5,600 ดอลลาร์ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ราคาทองคำปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 5% นับตั้งแต่ต้นปี และในไตรมาสปัจจุบันเพียงไตรมาสเดียว ราคาปรับตัวลงเกือบ 12% ส่งผลให้กำไรทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่ต้นปีถูกลบออกไป
ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงได้บดบังปัจจัยบวกจากการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ช่วยกดดันให้ราคาน้ำมัน Brent ลดลงต่ำกว่า 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันจากเงินเฟ้อและ Fed ที่ยังคงเข้มงวด
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
สงครามที่ดำเนินต่อเนื่องมาเกือบ 4 เดือน ส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น กระตุ้นความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจฝังรากลึกในระบบเศรษฐกิจ
โอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นอีก
แรงกดดันด้านราคาที่เพิ่มขึ้นทำให้ตลาดมองว่าธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อทองคำ เนื่องจากทองคำไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยเหมือนพันธบัตร
ท่าที Hawkish ของ Fed
Austan Goolsbee ประธาน Fed สาขาชิคาโก แสดงความกังวลอย่างมากต่อเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่เหนือเป้าหมายและมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์
ขณะเดียวกัน Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ ได้ส่งสัญญาณเชิง Hawkish อย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการอย่างเต็มที่เพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายและรักษาเสถียรภาพด้านราคา
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า
การคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อไป ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย EURUSD ปรับตัวลงมาใกล้ระดับ 1.14
สรุป
ปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำในขณะนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นความกังวลว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed และหันกลับไปสนับสนุนดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลแทนทองคำ
หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในระยะสั้น แม้ว่าความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวก็ตาม
ที่มา: xStation5

มุมมองทางเทคนิคและกระแสเงินทุน
ตลาดกำลังให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นต่อความเป็นไปได้ที่ Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม เส้นทางดังกล่าวอาจไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม รวมถึงการทบทวนการดำเนินงานของ Fed ทั้งระบบ ซึ่งคณะทำงานที่ได้รับการแต่งตั้งโดย Kevin Warsh มีกำหนดสรุปรายงานภายในช่วงปลายปีนี้
สถานการณ์ทางเทคนิค
ราคาหลุดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญ
ภาพรวมทางเทคนิคของทองคำอ่อนแอลงอย่างชัดเจน หลังราคาปรับตัวลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลักทั้ง 4 เส้น ได้แก่
- MA 25
- MA 50
- MA 100
- MA 200
โดยเฉพาะเส้นค่าเฉลี่ย 25 ช่วงเวลา ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนตัวสอดคล้องกับเส้นแนวโน้มขาลง และอาจทำหน้าที่เป็นแนวต้านสำคัญในระยะสั้น
กระแสเงินทุนยังไม่สนับสนุนทองคำ
เงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งในปัจจัยที่กดดันราคาทองคำคือการขาดแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบัน โดยยังคงเห็นกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ที่อ้างอิงทองคำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขายคืนหน่วยลงทุนของนักลงทุน
อุปสงค์จากจีนยังไม่แข็งแกร่ง
ในขณะเดียวกัน ราคาทองคำในตลาดจีนยังซื้อขายในระดับส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับตลาด Comex ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้นำเข้าทองคำของจีนอาจยังไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะเพิ่มการนำเข้าในระยะใกล้ ส่งผลให้ความต้องการจากหนึ่งในตลาดทองคำที่ใหญ่ที่สุดของโลกยังไม่สามารถช่วยพยุงราคาได้
ปัจจัยบวกที่ยังเหลืออยู่
ธนาคารกลางยังคงเป็นผู้ซื้อรายสำคัญ
แม้ปัจจัยส่วนใหญ่จะเป็นลบต่อราคาทองคำ แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญที่สุดในเวลานี้
หลายประเทศยังคงเดินหน้าสะสมทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และแนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อไปในระยะยาว
สรุป
ทองคำกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความคาดหวังต่อการคงดอกเบี้ยในระดับสูง ท่าที Hawkish ของ Fed ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ภาพทางเทคนิคที่อ่อนแอลง และกระแสเงินทุนที่ไหลออกจากกองทุน ETF
ในระยะสั้น ตลาดอาจยังเผชิญแรงขายต่อเนื่องตราบใดที่ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือแนวต้านสำคัญและเส้นค่าเฉลี่ยหลักได้ ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยบวกเพียงไม่กี่ปัจจัยที่ช่วยจำกัดแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะยาว
ที่มา: Bloomberg Finance LP, xStation5

สถาบันการเงินชั้นนำปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ
จากการเปลี่ยนแปลงของมุมมองตลาดต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่หลายแห่งได้ปรับลดประมาณการราคาทองคำลงอย่างมาก
Deutsche Bank
Deutsche Bank ปรับลดคาดการณ์ราคาทองคำลงมากกว่า 20% โดยคาดว่า
- ราคาทองคำในไตรมาส 3 จะอยู่ที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- ราคาทองคำในไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
นักวิเคราะห์ของธนาคารยังเตือนว่า หาก Fed เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3-4 ครั้ง ตามสถานการณ์ที่เข้มงวดที่สุด ราคาทองคำอาจปรับตัวลงลึกถึง 3,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดยังคงประเมินความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่า 2 ครั้ง
Goldman Sachs
Goldman Sachs ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำสิ้นปีลง 500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยกำหนดเป้าหมายใหม่ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
การปรับลดดังกล่าวสะท้อนสมมติฐานใหม่ของธนาคารที่มองว่า Fed จะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเลยแม้แต่ครั้งเดียวในปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากมุมมองก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
สรุป
การปรับลดคาดการณ์จากทั้ง Deutsche Bank และ Goldman Sachs สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ โดยปัจจัยหลักที่กดดันทองคำยังคงเป็น
- ความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
- เงินเฟ้อที่ยังไม่กลับสู่เป้าหมาย
- ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ในระดับสูง
แม้ว่าความต้องการซื้อทองคำจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง แต่ในระยะสั้น ตลาดทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับเปลี่ยนความคาดหวังเกี่ยวกับนโยบายของ Fed อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: Bloomberg Finance LP, xStation5
BREAKING: EURUSD ร่วงต่อ หลังตัวเลข PMI ยูโรโซนอ่อนแอกว่าคาด ⚡
ปฏิทินเศรษฐกิจ - ตัวเลข PMI เบื้องต้นและผลประกอบการของ FedEx ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับฐานของตลาด
Morning Wrap - ช่องแคบฮอร์มุซคลายความตึงเครียด ขณะที่การร่วงของ SpaceX ฉุดหุ้น Big Tech ปรับตัวลง
ข่าวเด่นวันนี้ 23 มิ.ย.