- ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์อย่างตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศในเวลา 13:30 น.
- ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์อย่างตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ มีกำหนดประกาศในเวลา 13:30 น.
เวลา 13:30 น. วันนี้ ตลาดจะจับตาการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญที่สุดของสัปดาห์ นั่นคือ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ หลังจากตลาดช็อกจากรายงาน NFP เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักลงทุนกำลังพยายามค้นหาสัญญาณที่อาจบ่งชี้ว่า Fed อาจไม่จำเป็นต้องกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นอีกครั้ง
การชะลอตัวหรือทรงตัวของแรงกดดันด้านราคาอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความกังวลของตลาด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและปัจจัยล่าสุดกลับยังแทบไม่สนับสนุนภาพดังกล่าว
ปัจจุบัน ตลาดฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เริ่มสะท้อนความเป็นไปได้ที่ Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ มุมมองเชิง Hawkish นี้ได้รับแรงหนุนจากทั้งสัญญาณเสถียรภาพในตลาดแรงงาน แรงกดดันเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น รวมถึงความหวังที่ลดลงเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
Figure 1: การคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย FOMC ของตลาด (2026 - 2027)
Source: Bloomberg,
12.05.2026
เงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.8% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ก็ออกมาสูงกว่าคาดเช่นกัน โดยขยายตัว 2.8% YoY และเพิ่มขึ้น 0.4% MoM
สิ่งที่สร้างความกังวลมากที่สุดในเวลานั้น คือการเร่งตัวของเงินเฟ้อในภาคบริการพื้นฐาน (Core Services Inflation) ที่ระดับ 3.3% ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของแรงกดดันด้านราคาที่ฝังลึกในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม วันนี้ สิ่งที่ตลาดจะจับตาอย่างใกล้ชิดมากขึ้นอย่างค่อนข้างเหนือความคาดหมาย คือราคาสินค้ากลุ่มอาหาร ซึ่งอยู่ที่ 3.8% ในเดือนเมษายน และราคาพลังงานที่พุ่งสูงถึง 17.9%
หากทั้งสองหมวดนี้ยังคงอยู่ในระดับสูงอีกครั้ง อาจทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อของตลาด “หลุดการยึดเหนี่ยว” และคงอยู่ในระดับสูงต่อไป ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่การเติบโตของค่าจ้างและการบริโภคที่สูงขึ้นในอนาคต หรือที่เรียกว่า “Second-round effects”
Figure 2: สัดส่วนการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อสหรัฐฯ รายปี (2023 - 2026)

Source: XTB Research, 10.06.2026
ในความเป็นจริง ผู้บริโภคทั่วไปไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านตัวเลข Core Inflation แต่รับรู้ผ่าน “ราคาที่ต้องจ่ายจริง” โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหาร ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพโดยตรงและรุนแรงกว่า
การปรับตัวขึ้นของเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่ใช่เหตุผลเพียงพอสำหรับ Fed ในการปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจาก Fed มักมองแรงกดดันจากพลังงานและอาหารว่าเป็นปัจจัยชั่วคราว ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน
อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อทั่วไปยังเร่งตัวต่อเนื่อง ก็อาจผลักดัน “ความคาดหวังเงินเฟ้อ” ของผู้บริโภคและภาคธุรกิจให้สูงขึ้น ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ Fed ให้ความสำคัญอย่างมาก
สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่การเร่งตัวของค่าจ้างและการบริโภคในอนาคต ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Second-round effects” หรือผลกระทบเงินเฟ้อรอบสอง ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านราคาฝังลึกและควบคุมได้ยากขึ้น
Figure 3: เงินเฟ้อ CPI และ PCE ของสหรัฐฯ (2000 - 2026)

Source: XTB Research, 10.06.2026
ก่อนการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยูโร โดยลดลงประมาณ 0.1% ในวันนี้ และอ่อนค่าราว 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเปิดตลาดวันจันทร์
นอกจากการคาดการณ์เกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมแล้ว ตลาดยังคงจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชุม ECB ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งธนาคารกลางยุโรปมีแนวโน้มสูงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
Figure 4: EURUSD (18.06 - 10.06)

Source: xStation, 10.06.2026
—
Michał Jóźwiak, Financial Markets at XTB
การผลิตน้ำมันดิบลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี 🛢️📉 ตลาดชะงักตัวหลังรายงาน EIA 📌
ความขัดแย้งในอิหร่านไม่จำเป็นต้องยุติลง
BREAKING: ธนาคารกลางแคนาดา (BoC) ไม่มีความผิดคาด คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม 🚨
Bitcoin ดูเหมือนจะ “ราคาถูก” ลงแล้ว แต่จุดต่ำสุดมาถึงแล้วหรือยัง? ตลาดคริปโตกำลังรอปัจจัยกระตุ้น (Catalyst) ใหม่