Figure of the Day: สกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดของเดือนกรกฎาคม จะไปต่อหรือไม่?
ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้สกุลเงินที่อิงสินค้าโภคภัณฑ์หลายสกุลแข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะ โครนนอร์เวย์ (NOK) อย่างไรก็ตาม สกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม G10 กลับเป็น ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) ซึ่งอาจสร้างความประหลาดใจให้กับหลายคน โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา NZD แข็งค่าขึ้นเกือบ 2.5% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
อะไรคือปัจจัยหนุนการแข็งค่าของ NZD?
ปัจจัยสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายของ ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ซึ่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 2.50% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างแรงหนุนต่อตลาดไม่ใช่เพียงการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ไว้แล้ว แต่เป็น ถ้อยแถลงของธนาคารกลาง ที่มีน้ำเสียงค่อนข้างเข้มงวด (Hawkish)
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- คณะกรรมการมีมติ เป็นเอกฉันท์ ในการขึ้นดอกเบี้ย หลังการประชุมเดือนพฤษภาคมยังมีคะแนนเสียงแบ่งออกเป็น 3 ต่อ 3
- Paul Conway หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ RBNZ เตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- RBNZ ระบุว่า "การปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมครั้งต่อ ๆ ไปมีแนวโน้มเกิดขึ้น แต่ช่วงเวลายังมีความไม่แน่นอนสูง"
- งานวิจัยของธนาคารชี้ว่า หลังเผชิญเงินเฟ้อสูงเป็นเวลานาน ภาคธุรกิจในนิวซีแลนด์มีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น และมีแนวโน้มลดราคาสินค้าน้อยลงเมื่อต้นทุนลดลง
จากปัจจัยดังกล่าว ตลาดจึงคาดการณ์ว่า RBNZ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน กันยายน และอีกครั้งในเดือน ตุลาคมหรือธันวาคม ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 3.00% ซึ่ง RBNZ มองว่าเป็นระดับดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (Neutral Rate)
ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป
แม้การประชุมเดือนกันยายนยังเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์ แต่ตลาดยังมีข้อมูลสำคัญให้ติดตาม ได้แก่
- เงินเฟ้อไตรมาส 2 ของนิวซีแลนด์ โดยตลาดคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเร่งตัวขึ้นสู่ราว 4%
- ตัวเลขภาคการผลิต หลังดัชนี PMI ภาคการผลิต พุ่งขึ้นสู่ระดับ 59.7 สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021
- ข้อมูลเศรษฐกิจของ จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของนิวซีแลนด์ คิดเป็นเกือบ 25% ของการส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์ ไม้ และผลไม้
โดยปกติแล้ว หากเศรษฐกิจจีนแข็งแกร่งขึ้น จะช่วยเพิ่มความต้องการสินค้านำเข้าจากนิวซีแลนด์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ประกาศในวันนี้ยังไม่น่าประทับใจนัก
- GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 4.3% YoY ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2022
- เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจาก
- วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์
- อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ
- การลงทุนที่หดตัว 5.7% ในช่วงครึ่งปีแรก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ทิศทางของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังขึ้นอยู่กับพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และผลการประชุม FOMC เดือนกันยายน
แม้ตลาดยังไม่ได้คาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed แต่จะให้ความสำคัญกับถ้อยแถลงของ Kevin Warsh เป็นหลัก เนื่องจากเขายังคงส่งสัญญาณที่ไม่ชัดเจน ทำให้การแถลงข่าวและการให้สัมภาษณ์ในช่วงต่อไปอาจมีผลต่อทิศทางตลาดอย่างมาก
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
รูปที่ 1: NZDUSD (กราฟรายวัน D1)
ช่วงเวลา: 08.07.2025 – 15.07.2026

ที่มา: xStation, 15.07.2026
ในมุมมองทางเทคนิค คู่เงิน NZDUSD ได้ทะลุกรอบแนวโน้มขาลงแล้ว และกำลังทดสอบบริเวณแนวรับสำคัญ โดยราคาสามารถผ่านระดับ Fibonacci Retracement 50% และเคลื่อนไหวอยู่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 150 วัน (MA150)
ขณะเดียวกัน MACD ยังคงส่งสัญญาณบวก สะท้อนว่าโมเมนตัมขาขึ้นยังมีความแข็งแกร่ง
ด้าน Relative Strength Index (RSI) อยู่ที่ 63.4 ซึ่งยืนยันว่าฝั่งผู้ซื้อยังคงได้เปรียบ แม้แรงซื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แต่ดัชนียังไม่เข้าสู่เขต Overbought (สูงกว่า 70) จึงบ่งชี้ว่ายังมีโอกาสที่แนวโน้มขาขึ้นจะดำเนินต่อได้ หากได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานเพิ่มเติม
ปฏิทินเศรษฐกิจ: วันพุธจับตางบ Q2 และดัชนี PPI
Morning Wrap: จับตาทิศทางต่อไปของช่องแคบฮอร์มุซ เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ข่าวเด่นวันนี้ 15 ก.ค.
Warsh ตอบคำถามต่อสภาคองเกรส: เสถียรภาพเงินเฟ้อคือกุญแจสำคัญของ Fed