สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 5% และปิดเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์/ออนซ์ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และความคาดหวังว่า Fed จะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนทองคำ หลังหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรก
เข้าสู่สัปดาห์ใหม่ ราคาทองคำยังคงเดินหน้าปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,650 ดอลลาร์/ออนซ์ คำถามคือแนวโน้มขาขึ้นนี้จะดำเนินต่อไปได้อีกนานแค่ไหน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาคสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะ ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และ สุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่การประชุม Jackson Hole ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางต่อไปของราคาทองคำ
ทองคำยังขึ้นได้ แม้ Bond Yield อยู่ในระดับสูง?
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการปรับขึ้นรอบล่าสุดมาจากนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุยาวเป็นสองเท่าในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เป็นประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ต่อรอบ ขณะที่ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ขนาดการซื้อคืนอาจสูงกว่าระดับดังกล่าวได้
ในช่วงแรก มาตรการนี้ทำให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงและช่วยหนุนสินทรัพย์เสี่ยง อย่างไรก็ตาม Bond Yield สหรัฐฯ กลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและสถานะหนี้สาธารณะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงอ่อนค่า แม้ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับขึ้นของราคาทองคำ
ความต้องการทองคำจริงและ ETF เริ่มฟื้นตัว
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนมาจากความต้องการทองคำจริงของนักลงทุนสถาบัน ในตลาดเอเชียขนาดใหญ่บางแห่ง รวมถึงจีน ราคาทองคำซื้อขายสูงกว่าราคาตลาดโลก โดยส่วนต่างราคาในจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1.5 ดอลลาร์/ออนซ์ สะท้อนว่าความต้องการทองคำจริงยังค่อนข้างแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน กองทุน Gold ETF เริ่มกลับมาซื้อทองคำอีกครั้ง หลังจากขายสุทธิต่อเนื่องมาหลายเดือน โดยตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม SPDR Gold Trust ซื้อทองคำสุทธิไปแล้วกว่า 24 ตัน
ตามข้อมูลของ World Gold Council (WGC) มูลค่าสินทรัพย์รวมภายใต้การบริหารของ Gold ETF เพิ่มขึ้นประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของเดือนสิงหาคม แตะระดับ 582 พันล้านดอลลาร์
กระแสเงินทุนดังกล่าวสะท้อนว่า ความต้องการลงทุนในทองคำกำลังฟื้นตัว โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านการคลังและนโยบายการเงิน

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก WGC ยังสะท้อนให้เห็นว่า บทบาทของทองคำในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยใน 4 ประเทศที่มีสัดส่วนทองคำในทุนสำรองสูงที่สุด ทองคำคิดเป็นประมาณ 80% ของทุนสำรองทั้งหมด ขณะที่เนเธอร์แลนด์อยู่ในอันดับ 5 ด้วยสัดส่วน 72.9%
ในทางกลับกัน จีนมีทองคำสำรอง 2,306 ตัน มากเป็นอันดับ 4 ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มีการสำรวจ แต่ทองคำคิดเป็นเพียง 8.6% ของทุนสำรองทั้งหมด ส่วนญี่ปุ่นมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 8.7% จากทองคำสำรอง 846 ตัน ขณะที่อินเดียมีทองคำสำรอง 880 ตัน หรือคิดเป็น 17.7% ของทุนสำรองทั้งหมด
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า ปริมาณทองคำที่ถือครองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสะท้อนบทบาทของทองคำในทุนสำรองของประเทศได้อย่างครบถ้วน เนื่องจากสัดส่วนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับขนาดและโครงสร้างของสินทรัพย์ทุนสำรองประเภทอื่น ๆ ด้วย
PCE และ Jackson Hole คือจุดสนใจสำคัญในสัปดาห์นี้
ปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ค่อนข้างหนาแน่น นักลงทุนจะจับตา ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยอดขายบ้านใหม่ในวันอังคาร ตามด้วย ดัชนี PCE, GDP ไตรมาส 2 ฉบับปรับปรุง และคำสั่งซื้อสินค้าคงทนในวันพุธ รวมถึง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในวันพฤหัสบดี
ในบรรดาข้อมูลเหล่านี้ PCE และ GDP ถือเป็นตัวเลขสำคัญในการประเมินภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแนวโน้มนโยบายการเงิน
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ตลาดรอคอยมากที่สุดจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ เมื่อ Kevin Warsh กล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกในฐานะประธาน Fed ในการประชุมธนาคารกลางประจำปีที่ Jackson Hole รัฐ Wyoming
ตลาดจะจับตาว่า Warsh ประเมินสองปัจจัยที่กำลังส่งสัญญาณขัดแย้งกันอย่างไร ได้แก่ เงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และ ตลาดแรงงานที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัวลง
มุมมองของเขาต่อสองปัจจัยนี้อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคาดการณ์อัตราดอกเบี้ย และส่งต่อไปยัง ดอลลาร์สหรัฐฯ, Bond Yield และราคาทองคำ
ความเสี่ยงอะไรบ้างที่อาจทำให้ทองคำปรับฐาน?
แม้แนวโน้มในปัจจุบันยังค่อนข้างเป็นบวก แต่ความเสี่ยงขาลงในระยะสั้นยังคงมีอยู่
หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือ ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยืดเยื้อ และบีบให้ Fed ต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจหนุนดอลลาร์และ Bond Yield และกดดันราคาทองคำ
นอกจากนี้ ความต้องการทองคำเพื่อการบริโภคที่อ่อนแอ และความเสี่ยงที่กระแสเงินทุนใน Gold ETF จะกลับทิศ ก็เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
ในเชิงเทคนิค RSI ของทองคำกำลังเข้าใกล้เขต Overbought สะท้อนว่าตลาดอาจต้องระวังแรงขายทำกำไร หลังจากราคาปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง
โดยสรุป สัปดาห์นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับแนวโน้มขาขึ้นของทองคำ หากข้อมูล PCE สะท้อนว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม และ Warsh ส่งสัญญาณที่ผ่อนคลายมากขึ้นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ทองคำก็มีโอกาสได้รับแรงหนุนต่อจากดอลลาร์ที่อ่อนค่าและความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
ในทางกลับกัน ข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดหรือถ้อยแถลงที่ Hawkish จาก Fed อาจกระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะเมื่อเครื่องมือทางเทคนิคกำลังเข้าใกล้เขต Overbought
การวิเคราะห์ทางเทคนิค

ที่มา: xStation5
ทองคำยังคงแสดงให้เห็นถึงแรงส่งที่แข็งแกร่งอย่างน่าประทับใจ โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน หากราคายังสามารถยืนเหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ เป้าหมายถัดไปอาจอยู่ที่แนวต้านเชิงจิตวิทยาบริเวณ 4,700 ดอลลาร์/ออนซ์
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นในปัจจุบันเริ่มส่งสัญญาณว่า ตลาดร้อนแรงเกินไป โดยเครื่องมือวัด Momentum ของทองคำเริ่มอยู่ในระดับตึงตัว จึงมีความเป็นไปได้ที่ตลาดจะเผชิญกับการ ปรับฐานหรือเข้าสู่ช่วงสะสมกำลัง ก่อนที่จะเดินหน้าขึ้นต่อ
หากเกิดการปรับฐาน บริเวณ 4,504 ดอลลาร์/ออนซ์ จะเป็นแนวรับสำคัญที่ควรจับตา
Morning Wrap: ราคาน้ำมันกำลังกลับมาปรับตัวลง?
สัปดาห์ข้างหน้า: Jackson Hole และผลประกอบการ Nvidia เตรียมเบี่ยงความสนใจจาก Trump
🔴Live: ทองคำเข้าสู่สัปดาห์ชี้ชะตา
ข่าวเด่นวันนี้ 24 ส.ค.