ตลาดการเงินเพิ่งผ่านค่ำคืนวันพฤหัสบดีที่ผันผวนอย่างหนัก หลังจากราคาทองคำถูกเทขายอย่างรุนแรงต่อเนื่องหลายวันจนร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ล่าสุดราคาทองคำ Spot ในนิวยอร์กพลิกกลับขึ้นอย่างน่าทึ่ง ปิดตลาดที่ 4,212.8 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นเกือบ 140 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 3.43% จากวันก่อนหน้า
Trump กลับมาทำตลาด “แกว่งแรง” อีกครั้ง
ปัจจัยสำคัญที่หนุนการดีดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายตลาดสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่านอย่างกะทันหัน
เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น Trump ยังขู่ว่าจะโจมตีและยึดท่าเรือส่งออกน้ำมัน Kharg Island ของอิหร่าน ส่งผลให้ราคาทองคำร่วงลงแตะจุดต่ำสุดของวันที่บริเวณ 4,023 ดอลลาร์ต่อออนซ์
อย่างไรก็ตาม การกลับลำอย่างรวดเร็วของทำเนียบขาวได้จุดชนวนให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง โดยราคาทองคำแกว่งตัวมากกว่า 210 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 4,247 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ราคาน้ำมันร่วง ช่วยคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ
ในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันก็ปรับตัวลงแรงเช่นกัน โดย Brent ลดลงเกือบ 3% ปิดที่ 90.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ลดลงมากกว่า 2% สู่ระดับ 87.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหลังตลาดปิด ราคายังปรับลงต่ออีกราว 4%
การชะลอตัวของราคาน้ำมันช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ แม้ข้อมูลเศรษฐกิจที่ประกาศในวันเดียวกันจะแสดงให้เห็นว่า ดัชนี PPI เดือนพฤษภาคมยังคงเร่งตัวสูง และก่อนหน้านี้ CPI ของสหรัฐฯ เพิ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน โดยดัชนี Dollar Index (DXY) หลุดต่ำกว่า 99.7 จุด ลดลงประมาณ 0.2% ซึ่งยิ่งกลายเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวของราคาทองคำ
เงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว?
ในมุมมองเศรษฐกิจมหภาค เริ่มมีสัญญาณว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในเดือนพฤษภาคม และ CPI เดือนมิถุนายนอาจชะลอตัวลงจากระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
สมมติฐานนี้ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ต่างปรับลดลงต่อเนื่อง
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข้อตกลงหยุดยิง และอีกส่วนมาจากรายงานที่ระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถผ่านช่องแคบ Hormuz ได้โดยไม่ถูกตรวจจับ หลังมีการปิดระบบเรดาร์ระหว่างเดินเรือ
นอกจากนี้ คูเวตยังเสนอขายน้ำมันดิบให้เอเชียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
Donald Trump ยังเปิดเผยว่าสหรัฐฯ ได้ช่วยขนส่งน้ำมันกว่า 100 ล้านบาร์เรลออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบ Hormuz แม้จะยังยากที่จะประเมินว่าอิหร่านจะตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไร แต่ทั้งหมดสะท้อนว่าสถานการณ์อุปทานน้ำมันอาจเริ่มผ่อนคลาย และกำลังการผลิตในตะวันออกกลางกำลังกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง
ในระยะสั้น ปัจจัยเหล่านี้อาจช่วยจำกัดการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นข่าวดี โดยเฉพาะสำหรับธนาคารกลางต่าง ๆ ที่กำลังกังวลต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
แรงกดดันเงินเฟ้อได้เริ่มผ่อนคลายลงบางส่วน ส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 73% เหลือเพียง 58% ตามข้อมูลจาก CME FedWatch Tool
การคลายตัวของความคาดหวังต่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้ กลายเป็น “แรงหนุนสำคัญ” ที่ช่วยปลดล็อกให้ราคาทองคำฟื้นตัว
จุดโฟกัสสัปดาห์หน้า - การประชุม FOMC เดือนมิถุนายน
ความสนใจของตลาดการเงินทั่วโลกในขณะนี้กำลังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของ Fed ที่จะจัดขึ้นในวันอังคารและพุธสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะจะมีการประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด แต่ยังเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh
ในปัจจุบัน ตลาดส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมครั้งนี้ หลังจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาด และเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ Fed แทบไม่มีเหตุผลที่จะเร่งเปลี่ยนนโยบาย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในรอบนี้ แต่เป็น “สัญญาณ” เกี่ยวกับทิศทางนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
หาก Fed ยังคงส่งสัญญาณเชิงเข้มงวด (hawkish) และบ่งชี้ว่าพร้อมคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นระยะเวลานานเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ดอลลาร์สหรัฐและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หาก Kevin Warsh ส่งสัญญาณว่า Fed เริ่มกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจ หรือมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจลดลงในช่วงเดือนข้างหน้า ตลาดอาจปรับความคาดหวังไปในทิศทางผ่อนคลายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเปิดทางให้ความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง และเป็นปัจจัยหนุนทองคำ
สำหรับตลาดทองคำ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่มีนัยสำคัญเชิงทิศทาง (turning point) หลังจากหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์และความคาดหวังว่า Fed จะคงนโยบายการเงินเข้มงวด ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในถ้อยแถลงของ Fed ก็อาจกลายเป็นตัวกระตุ้นสำคัญต่อแนวโน้มใหม่ของตลาด
โดยสรุป แม้ว่าการคงอัตราดอกเบี้ยจะถูกสะท้อนในราคาไปแล้ว แต่ “ถ้อยแถลง” ของ Fed และมุมมองของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต จะเป็นปัจจัยที่มีศักยภาพในการกำหนดว่าทองคำจะเข้าสู่รอบการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน หรือยังคงเผชิญแรงกดดันต่อไปในระยะกลาง
การวิเคราะห์ทางเทคนิค

แหล่งที่มา: xStation5
ราคาทองคำมีการกลับตัวอย่างรุนแรงในช่วงท้ายของการซื้อขายเมื่อวานนี้ โดยสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าวันนี้ ราคาทองคำเริ่มแสดงสัญญาณการชะลอตัว และได้หลุดระดับ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์อีกครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าแรงซื้อยังคงเผชิญความยากลำบากในการกลับมาควบคุมตลาด
นอกจากนี้ ราคายังไม่สามารถกลับขึ้นไปเหนือระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ ดังนั้นแนวโน้มขาลงยังคงเป็นทิศทางหลัก ตราบใดที่ราคายังอยู่ต่ำกว่าบริเวณดังกล่าว โอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงยังคงมีอยู่
ในระยะสั้น แรงกดดันด้านการปรับฐานมีแนวโน้มจะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งอาจดันราคาให้กลับไปยังโซนสภาพคล่องสำคัญ ก่อนที่ตลาดจะปิดสัปดาห์ในลักษณะ sideway เพื่อเตรียมรับสัปดาห์ถัดไปที่มีความผันผวนสูง
📊 Chart of the Day: นี่คือ “การเบรกเอาต์จริง” ของตลาดน้ำมันในครั้งนี้หรือไม่? (12.06.2026)
สรุปข่าวเช้า: น้ำมันร่วง หลัง Trump ประกาศสันติภาพ (12.06.2026)
ข่าวเด่นวันนี้ 12 มิ.ย.
กราฟประจำวัน: ทองคำพักตัว ท่ามกลางการฟื้นตัวของความต้องการเสี่ยงที่ยังไม่มั่นคง 🟡 (11.06.2026)