ตลาดทองคำโลกเพิ่งเผชิญกับการซื้อขายที่ผันผวนอย่างมาก หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินล่าสุด แรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ฉุดให้ราคาทองคำ Spot ร่วงลงต่ำกว่าระดับจิตวิทยาที่ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และลงไปแตะบริเวณ 4,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ แรงซื้อได้กลับเข้ามาอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาทองคำฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและกลับมายืนเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อีกครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงภาวะการต่อสู้ระหว่างแรงซื้อและแรงขายในตลาด ขณะที่นักลงทุนยังต้องการเวลาในการประเมินผลลัพธ์จากการประชุม Fed ครั้งนี้อย่างละเอียด
ประมาณการเศรษฐกิจของ Fed ส่งสัญญาณอะไร?
- ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ของ Fed มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการเมื่อเทียบกับรายงานในเดือนมีนาคม:
- GDP ชะลอตัวลง: คาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี 2026 ถูกปรับลดลงเหลือ 2.2% จาก 2.4% ในรายงานเดือนมีนาคม ขณะที่อัตราการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ 2.0%
- เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น: นี่คือประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในรายงานฉบับนี้ โดย Fed คาดว่าเงินเฟ้อ PCE ในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นแตะ 3.6% จากเดิม 2.7% ในประมาณการเดือนมีนาคม ขณะที่เงินเฟ้อ PCE พื้นฐาน (ไม่รวมอาหารและพลังงาน) ถูกปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% จาก 2.7% เช่นกัน อย่างไรก็ตาม Fed มองว่าการเร่งตัวของเงินเฟ้อครั้งนี้เป็นผลจากวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นล่าสุด
- เป้าหมายเงินเฟ้อยังอยู่ห่างไกล: Fed ยังคงยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2.0% ได้ในปี 2028 เท่านั้น โดยระบุว่าแรงกดดันด้านราคาในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยฝั่งอุปทาน โดยเฉพาะความปั่นป่วนในภาคพลังงาน
- ตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง: จุดสว่างเพียงไม่กี่จุดในรายงานฉบับนี้ — แม้ว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการควบคุมเงินเฟ้อ — คือความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน โดย Fed ปรับลดคาดการณ์อัตราการว่างงานในปี 2026 ลงเหลือ 4.3% จาก 4.4% ที่คาดไว้ในเดือนมีนาคม
นอกจากนี้ Dot Plot ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้นของ Fed โดยสมาชิกมากกว่าครึ่งคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นอีก 25 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปีนี้
สิ่งที่น่าสนใจคือ นาย Kevin Warsh ไม่ได้ระบุคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของตนเองใน Dot Plot ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ตลาดอาจต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการประเมินและตีความผลกระทบในระยะต่อไป

ความน่าจะเป็นที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการประชุมเดือนมิถุนายน โดยตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 60% ว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้
แหล่งที่มา: CME FedWatch Tool
สัญญาณ “สายเหยี่ยว” จากประธาน Fed คนใหม่?
คำแถลงของประธาน Fed นาย Kevin Warsh หลังการประชุม FOMC อาจสร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนไม่น้อย ก่อนหน้านี้ตลาดส่วนใหญ่คาดหวังว่าเขาจะมีจุดยืนที่ผ่อนคลายต่ออัตราดอกเบี้ยมากกว่าเดิม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดี Donald Trump อย่างไรก็ตาม การประชุม FOMC ครั้งนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในการประชุมที่กระชับที่สุดของ Fed ได้ลดทอนความคาดหวังดังกล่าวลงอย่างมาก
ประเด็นสำคัญจากแถลงการณ์มีดังนี้:
-
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่มั่นคง
-
อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% ของ Fed อย่างมีนัยสำคัญ
-
Fed ยืนยันพันธกิจในการนำเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายและรักษาเสถียรภาพด้านราคา
สิ่งที่น่าสนใจคือ นาย Kevin Warsh ไม่ได้ให้แนวทางนโยบายการเงินที่ชัดเจนผ่านแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร ส่งผลให้ตลาดต้องพึ่งพา Summary of Economic Projections (SEP) และ Dot Plot มากขึ้นในการประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม ตลาดดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึง “ความเป็นสายเหยี่ยว” ของเขา จากการที่เขาเน้นย้ำคำว่า “เสถียรภาพด้านราคา” (Price Stability) หลายครั้ง สำหรับประธาน Fed ที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าอาจมีแนวคิดผ่อนคลายมากกว่า น้ำเสียงครั้งนี้ถือว่าเข้มงวดกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้พอสมควร
ขณะเดียวกัน เขายังย้ำว่า Fed และสมาชิก FOMC พร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดและสม่ำเสมอเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุม แม้ว่านั่นจะหมายถึงการคงนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดหวังก็ตาม
นั่นหมายความว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ยังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมออกไปได้
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเต็มไปด้วยคำถาม
การที่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างกะทันหันในวันที่ 18 มิถุนายน ได้ช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับตลาดการเงิน ประธานาธิบดี Donald Trump ยืนยันว่าข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับมาใช้มาตรการทางทหารอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้
ด้านอิหร่านก็ยืนยันการลงนามเช่นกัน พร้อมประกาศเลื่อนการเจรจาที่เดิมมีกำหนดจัดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์วันที่ 19 มิถุนายนออกไป
พัฒนาการดังกล่าวช่วยอธิบายได้ว่าทำไมตลาดหุ้นและราคาทองคำจึงสามารถฟื้นตัวได้ในช่วงเช้าวันนี้ อย่างไรก็ตาม ควรตระหนักว่าความคาดหวังต่อข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ไปแล้วในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ดังนั้น แม้การลงนามอย่างเป็นทางการจะเป็นข่าวเชิงบวก แต่ก็อาจไม่ใช่ปัจจัยใหม่ที่แข็งแกร่งพอจะผลักดันให้เกิดแนวโน้มขาขึ้นอย่างยั่งยืน
สิ่งที่ตลาดให้ความสำคัญมากกว่าคือ ความสามารถในการปฏิบัติตามข้อตกลงจริง ดังที่ Trump ได้เน้นย้ำว่า หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข สหรัฐฯ ก็พร้อมกลับมาใช้มาตรการทางทหารอีกครั้ง
นั่นสะท้อนว่าบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการลดความตึงเครียดชั่วคราว และยังไม่ใช่ทางออกสุดท้ายของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นด้านนิวเคลียร์
นอกจากนี้ แม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่าอุปทานน้ำมันโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ทันที ระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทานยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว ขณะที่หลายประเทศมีระดับสต็อกน้ำมันลดลงอย่างมากหลังเผชิญภาวะหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือน
ด้วยเหตุนี้ ความต้องการสะสมสต็อกน้ำมันเพิ่มเติมจึงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อไปในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจช่วยพยุงราคาน้ำมันให้อยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง
หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็อาจไม่ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางต่าง ๆ โดยเฉพาะ Fed ยังคงต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง
ภายใต้บริบทดังกล่าว สภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานยังคงเป็นปัจจัยที่ไม่เอื้อต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในระยะกลาง
การวิเคราะห์ทางเทคนิค

แหล่งที่มา: xStation5
ราคาทองคำปรับตัวลงอย่างรุนแรงหลัง Fed ประกาศผลการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ย โดยแรงขายสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
แรงกดดันฝั่งขายมีแนวโน้มจะยังคงอยู่ต่อไป เว้นแต่ว่าราคาทองคำจะสามารถทะลุแนวต้านบริเวณ 4,360 ดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและมั่นคง
หากระดับ 4,230 ดอลลาร์ ถูกทะลุลงมา มีความเป็นไปได้สูงที่ราคาจะกลับลงไปทดสอบบริเวณแนวรับสำคัญที่ 4,168 ดอลลาร์ อีกครั้ง
สรุปข่าวเช้า: ตลาดเริ่มนิ่ง หลัง Fed ส่งสัญญาณ Hawkish ขณะที่ Warsh ส่งสัญญาณคละกัน (11.08.2026)
Fed ทำตลาดผวา: การเติบโตชะลอ เงินเฟ้อเร่งตัว และดอกเบี้ย “สูงนานกว่าที่คาด”
ข่าวเด่นวันนี้ 18 มิ.ย.
สต็อกน้ำมันลดลงแรง หนุน Brent กลับขึ้นเหนือระดับ 80 ดอลลาร์