การสื่อสารทางการทูต รายงานจากสื่อ และการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย ล้วนชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยกระดับขึ้นมีสูง
หนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สุดของอิหร่านคือ ภูมิประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างจุดอ่อนหลายประการเช่นกัน
จุดเปราะบางที่อาจส่งผลกระทบต่อความขัดแย้งมากที่สุด และเป็นเป้าหมายที่ให้ ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์สูงเมื่อเทียบกับความเสี่ยง สำหรับสหรัฐฯ คือ เกาะคาร์ก (Kharg Island)
เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 30 กิโลเมตร และถือเป็น "จุดอ่อนสำคัญ" (Achilles' heel) ของประเทศ แม้แนวชายฝั่งของอิหร่านจะมีประชากรเบาบางและโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย แต่สาเหตุไม่ได้เกิดจากการเลือก หากเป็นข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ เนื่องจากน่านน้ำชายฝั่งตื้นเกินกว่าที่เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบการค้าพลังงานโลก จะสามารถเข้าเทียบท่าได้
ด้วยข้อจำกัดดังกล่าว อิหร่านจึงจำเป็นต้องลำเลียงน้ำมันไปยังท่าเรือบน เกาะคาร์ก (Kharg Island) เพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันเข้ามารับสินค้า แม้เกาะแห่งนี้จะมีพื้นที่เพียง 8 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2.5 เท่าของสวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์กในนครนิวยอร์ก แต่กลับเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน
ในเชิงยุทธศาสตร์ หากสหรัฐฯ ต้องการแสดงให้อิหร่านเห็นถึงความเสียเปรียบทางทหาร การเข้าควบคุมเกาะแห่งนี้ถือเป็นทางเลือกหนึ่ง แม้อาจมีความสูญเสียเกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องยากที่อิหร่านจะสามารถต้านทานปฏิบัติการยกพลขึ้นบกอย่างเต็มรูปแบบของสหรัฐฯ ได้
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เนื่องจาก รายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอิหร่าน แม้เศรษฐกิจในภาวะสงครามจะสามารถดำเนินต่อไปได้นานกว่าที่หลายฝ่ายคาด แต่ยังมีข้อเท็จจริงสำคัญที่ควรคำนึงถึง ได้แก่
- อิหร่านเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย และกำลังเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำและอาหารที่เข้าใกล้วิกฤตด้านมนุษยธรรมมาหลายปี
- ภาคอุตสาหกรรมของอิหร่านกระจายตัว ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดการลงทุน จึงยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ
- เศรษฐกิจของอิหร่านดำเนินภายใต้ข้อจำกัดในลักษณะ "เศรษฐกิจช่วงสงคราม" มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและพลังงาน ซึ่งยังคงเปราะบางต่อการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ หากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้รับความเสียหาย ประเทศที่มีประชากรราว 90 ล้านคน และเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรอยู่แล้ว อาจเผชิญผลกระทบด้านมนุษยธรรมอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในระดับดังกล่าวอาจทำให้ สหรัฐฯ ไม่เหลือคู่เจรจาในอิหร่าน ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้ายมากกว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้น
สัญญาณบ่งชี้ล่วงหน้า (Leading Indicators)
แม้กระบวนการตัดสินใจของทั้งวอชิงตันและเตหะรานจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่มีสัญญาณหลายประการที่สะท้อนว่า ความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งกำลังเพิ่มขึ้น
- สหรัฐฯ ยังไม่ได้ถอนกำลังทหารส่วนใหญ่ออกจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งอาจสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ในการละเมิดข้อตกลง
- เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกปฏิบัติการในอิหร่านว่าเป็น "สงคราม" อย่างเป็นทางการ พร้อมขอการสนับสนุนจากรัฐสภา ซึ่งสะท้อนว่าความขัดแย้งอาจมีลักษณะยืดเยื้อ
- การโจมตีของสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อีกต่อไป แต่ยังขยายไปยังกองทัพประจำการของอิหร่าน (Artesh) ซึ่งบ่งชี้ว่าปฏิบัติการได้เปลี่ยนจากการกดดันทางการเมือง ไปสู่การลดทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านในระยะยาว
ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน
หากพิจารณาในเชิงตัวเลข ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันสามารถสรุปได้ดังนี้
- ก่อนเกิดความขัดแย้ง ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปประมาณ 25% ของอุปทานโลก มาจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย
- ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันถูกปิดกั้น เคยรองรับการขนส่งประมาณ 75% ของปริมาณดังกล่าว
- อย่างไรก็ตาม การปิดกั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ โดยยังมีน้ำมันราว 5–15% ของระดับก่อนสงครามที่สามารถผ่านช่องแคบได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
จากสมมติฐานดังกล่าว อุปทานน้ำมันโลกอาจลดลงประมาณ 16–18% ซึ่งสอดคล้องกับระดับราคาน้ำมันราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ที่เคยเห็นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 18% เมื่อเทียบกับระดับราว 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนธันวาคม 2025
การทยอยระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ สหรัฐฯ และจีน อาจเพียงพอที่จะช่วยป้องกันไม่ให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง แต่ปัญหาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญในปัจจุบันกลับแตกต่างออกไป
สิ่งที่เศรษฐกิจโลกขาดแคลนมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่น้ำมันดิบ แต่เป็นเชื้อเพลิงสำเร็จรูป
ปัจจุบัน ปริมาณสำรองของน้ำมันเบนซินและดีเซลมีไม่มากพอที่จะรองรับแรงกระแทกด้านอุปทานในระยะยาว ขณะที่กำลังการกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ และยุโรปยังอยู่ในระดับจำกัด
หลักฐานที่สะท้อนสถานการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนคือ Crack Spread หรือส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบกับผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งพุ่งขึ้นสู่ ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งหมดนี้หมายความว่าอะไร?
- ราคาน้ำมันในปัจจุบันสะท้อนความเสี่ยงจากการยกระดับความขัดแย้งไปแล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ทั้งหมด
- ราคาน้ำมันเบนซิน ยังไม่สะท้อนภาวะตึงตัวของตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอย่างเต็มที่
- การชะลอตัวของเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นเพียงชั่วคราว และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อระลอกใหม่อาจกลับมา แม้อาจเกิดขึ้นด้วยความล่าช้าก็ตาม
Kamil Szczepański
นักวิเคราะห์ตลาดการเงิน, XTB
ข่าวเด่นวันนี้ 20 ก.ค.
ข่าวเด่นวันนี้ 15 ก.ค.
Warsh ตอบคำถามต่อสภาคองเกรส: เสถียรภาพเงินเฟ้อคือกุญแจสำคัญของ Fed
ชาติอ่าวอาหรับเร่งหาทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ แข่งกับเวลา