- ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนด้วยผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่ง
- หุ้น Lockheed Martin และ RTX พุ่งขึ้นมากกว่า 5% หลังประกาศผลประกอบการ
- ทั้งสองบริษัท ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการทั้งปี (Full-year Guidance) พร้อมรายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
- ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนด้วยผลประกอบการรายไตรมาสที่แข็งแกร่ง
- หุ้น Lockheed Martin และ RTX พุ่งขึ้นมากกว่า 5% หลังประกาศผลประกอบการ
- ทั้งสองบริษัท ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการทั้งปี (Full-year Guidance) พร้อมรายงานการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
หุ้น Lockheed Martin และ RTX พุ่ง หลังผลประกอบการแข็งแกร่งเกินคาด
หุ้นของ Lockheed Martin และ RTX สองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมกลาโหมของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น หลังทั้งสองบริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่ง โดยรายได้และกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ พร้อมปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการตลอดปี สะท้อนว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วโลกยังคงผลักดันคำสั่งซื้อและผลประกอบการของผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญ
- Lockheed Martin มีรายได้เพิ่มขึ้น 11% YoY สู่ 20.06 พันล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 7.94 ดอลลาร์ และปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026
- RTX มีรายได้เพิ่มขึ้น 14% YoY สู่ 24.71 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) เพิ่มขึ้นเป็น 1.89 ดอลลาร์ พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ กำไร และกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) สำหรับทั้งปี
- มูลค่างานในมือ (Order Backlog) รวมของทั้งสองบริษัทขณะนี้สูงกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่าความต้องการอุปกรณ์ทางทหารยังคงสูงกว่ากำลังการผลิตของอุตสาหกรรม
Lockheed Martin ได้แรงหนุนจากการผลิตขีปนาวุธและกระสุนที่เพิ่มขึ้น
Lockheed Martin มีรายได้ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 20.06 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 1.84 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 7.94 ดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้
การเติบโตเกิดขึ้นในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น Aeronautics, Missiles & Fire Control, Rotary & Mission Systems และ Space โดยผู้บริหารระบุว่า การเร่งกำลังการผลิตขีปนาวุธและกระสุนยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทยังปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026 โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 79.75–81.75 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 29.95–30.65 ดอลลาร์ ขณะที่มูลค่างานในมือ ณ สิ้นไตรมาสอยู่ที่ประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยรองรับการเติบโตของรายได้ในระยะยาว
มุมมองทางเทคนิค (LMT.US)
หุ้น Lockheed Martin ซื้อขายบริเวณ 542 ดอลลาร์ ในช่วง Pre-market และกำลังเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ ซึ่งเป็นทั้ง เส้นแนวโน้มขาลงระยะยาว และ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โปเนนเชียล 200 วัน (EMA200) ที่ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างแนวโน้มขาลงและแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว หากราคาสามารถทะลุแนวต้านดังกล่าวได้ อาจเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของแนวโน้มในระยะถัดไป

Source: xStation5
RTX ได้แรงหนุนจากทั้งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้น
RTX รายงานผลประกอบการที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเช่นกัน โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 14% YoY สู่ 24.71 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted EPS) อยู่ที่ 1.89 ดอลลาร์
แตกต่างจากผู้ผลิตอาวุธหลายราย RTX ได้รับแรงหนุนจาก 2 ปัจจัยการเติบโตหลัก ได้แก่ การใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบินพาณิชย์
ยอดขายของแต่ละหน่วยธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย
- Raytheon เพิ่มขึ้น 18%
- Pratt & Whitney เพิ่มขึ้น 16%
- Collins Aerospace เพิ่มขึ้น 8%
นอกจากนี้ RTX ยังปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการทั้งปี โดยคาดว่ารายได้จะอยู่ที่ 95–96 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted EPS) อยู่ที่ 7.10–7.25 ดอลลาร์
มุมมองทางเทคนิค (RTX.US)
หุ้น RTX ซื้อขายบริเวณ 204 ดอลลาร์ ในช่วง Pre-market ใกล้ระดับ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) หากราคาเปิดตลาดใกล้ระดับดังกล่าว จะเท่ากับว่าหุ้นฟื้นตัวขึ้นประมาณ 20% จากจุดต่ำสุดในเดือนพฤษภาคม สะท้อนโมเมนตัมเชิงบวกที่ยังคงแข็งแกร่ง

Source: xStation5
งานในมือทำสถิติสูงสุด ชี้กำลังการผลิตกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญที่สุดจากผลประกอบการของทั้งสองบริษัท ไม่ใช่เพียงการรายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาด แต่คือ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของมูลค่างานในมือ (Order Backlog)
- Lockheed Martin มีมูลค่างานในมือประมาณ 230,000 ล้านดอลลาร์
- RTX มีมูลค่างานในมือทำสถิติสูงสุดที่ 289,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมสัญญาด้านกลาโหมราว 119,000 ล้านดอลลาร์
รวมกันแล้ว ทั้งสองบริษัทมีมูลค่างานในมือมากกว่า 519,000 ล้านดอลลาร์ ที่รอการส่งมอบในอนาคต
สำหรับนักลงทุน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า อุตสาหกรรมกลาโหมโลกไม่ได้ถูกจำกัดด้วยอุปสงค์หรือการสนับสนุนจากภาครัฐอีกต่อไป แต่ความท้าทายหลักในปัจจุบันคือ การเร่งขยายกำลังการผลิต เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการผลิตขีปนาวุธ กระสุน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และยุทโธปกรณ์สำคัญอื่น ๆ ให้เพียงพอต่อแผนเสริมกำลังทางทหารระยะยาวของ NATO และการเติมเต็มคลังอาวุธที่ลดลงจากการใช้งานในช่วงที่ผ่านมา
หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: TSMC หัวใจสำคัญของห่วงโซ่การผลิตชิป AI
ผลประกอบการ Texas Instruments: เติบโต แต่กระแสเงินสดยังไม่ฟื้น
🔼 Technical Analysis: Rheinmetall ทดสอบแนวต้านบนของกรอบขาลง?
Market Wrap: AI CAPEX กลายเป็นแรงกดดัน 🚩 หุ้น Alphabet และ Tesla กดดันตลาดทั่วโลก (23.07.2026)