ดัชนีหุ้นยุโรปเปิดตลาดวันพฤหัสบดีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยบรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนหลักจากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาใกล้เคียงกับคาดการณ์ โดย CPI เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5% เมื่อเทียบรายปี ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในระยะใกล้ ส่งผลให้ตลาดฟิวเจอร์สปรับลดความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย Fed 25 bps ในเดือนกันยายนเหลือราว 40% จากเกือบ 67% เมื่อสัปดาห์ก่อน
บรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นช่วยหนุนดัชนีหลักส่วนใหญ่ของยุโรป ขณะที่ GDP อังกฤษที่ขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 2 เป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญจากฝั่งเศรษฐกิจที่ตลาดจับตา ขณะนี้นักลงทุนหันไปให้ความสนใจกับข้อมูลเศรษฐกิจยุโรปชุดถัดไป ผลประกอบการบริษัท และราคาน้ำมัน ซึ่งกำลังปรับตัวลงเล็กน้อย แต่ยังยืนเหนือระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- Stoxx Europe 600 เพิ่มขึ้นราว 0.2% และกำลังขยับกลับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ การปรับตัวขึ้นเกิดขึ้นในวงกว้าง สะท้อนว่าบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคธุรกิจหรือตลาดใดตลาดหนึ่ง
- DAX และ CAC 40 เพิ่มขึ้นราว 0.3% หุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสได้รับแรงหนุนหลักจากความกังวลที่ลดลงเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ ที่อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อ การคาดการณ์ดอกเบี้ย Fed ที่ลดลงช่วยสนับสนุนมูลค่าหุ้นผ่านการลดความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย
- FTSE 100 ซื้อขายในแดนลบ แม้ GDP อังกฤษออกมาดีกว่าคาด เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 2 สอดคล้องกับคาดการณ์ ตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แม้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง
- เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุน CPI เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5% เมื่อเทียบรายปี เมื่อพิจารณาร่วมกับสัญญาณก่อนหน้านี้เกี่ยวกับตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เริ่มอ่อนแอลง ข้อมูลดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันให้ Fed ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน
- ราคาน้ำมันยังคงมี Geopolitical Risk Premium จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความกังวลด้านความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในช่วงต่อไปของตลาดยุโรป นักลงทุนจะจับตาตัวเลข CPI ขั้นสุดท้ายของสเปนและการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคและทิศทางนโยบายของ ECB
กราฟ EU50 และ DE40 (กรอบเวลา M30)
สำหรับฟิวเจอร์ส Euro Stoxx 50 ราคากำลังเคลื่อนไหวอยู่บริเวณกึ่งกลางของกรอบราคาขาขึ้น โดย EMA 50 (เส้นสีส้ม) ยังคงเป็นแนวรับสำคัญของโมเมนตัม ในการปรับตัวลงสองครั้งก่อนหน้า การหลุดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ราคาจะปรับตัวลงแรงขึ้น
แนวต้านสำคัญอยู่บริเวณ 6,600 จุด ซึ่งสอดคล้องกับจุดสูงสุดล่าสุดของราคา

Source: xStation5
ฟิวเจอร์ส DAX กำลังพยายามยืนเหนือ EMA 50 (เส้นสีส้ม) ขณะที่แนวต้านสำคัญอยู่บริเวณ 26,600 จุด นอกจากนี้ ดัชนียังเคลื่อนไหวอยู่ค่อนข้างใกล้กับ EMA 200 ซึ่งอยู่บริเวณ 26,400 จุด

Source: xStation5
Adyen เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม Euro Stoxx 50 โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้น 10.1% ทิ้งห่างหุ้นอื่น ๆ ในดัชนีอย่างชัดเจน ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปรับตัวโดดเด่นเช่นกัน โดย BBVA เพิ่มขึ้น 1.6%, Santander +1.5% และ Nordea +1.4% ส่วน UniCredit, Deutsche Bank และ Intesa Sanpaolo ปรับตัวขึ้นราว 0.7–0.8% สะท้อนความแข็งแกร่งของกลุ่มการเงินเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม
Deutsche Telekom และ Rheinmetall ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน โดยทั้งคู่เพิ่มขึ้นราว 0.9%
ในอีกด้านหนึ่ง BASF เป็นหุ้นที่อ่อนแอที่สุด โดยลดลงราว 1.3% ขณะที่ Wolters Kluwer (-0.7%) และ Volkswagen (-0.5%) ก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หุ้นบางตัวที่ปรับตัวลงในวันนี้ยังคงทำผลงานได้แข็งแกร่งมากเมื่อมองในกรอบเวลาที่ยาวขึ้น เช่น Infineon ที่ลดลง 0.4% ในวันนี้ แต่ยังซื้อขายสูงกว่าระดับต้นปีถึงราว 67%
การกระจายตัวของหุ้นที่ปรับขึ้นและลงจึงสะท้อนให้เห็นเป็นหลักว่า เงินทุนกำลังหมุนเข้าสู่หุ้นกลุ่มการเงิน ขณะที่หุ้นกลุ่มวัสดุ อุตสาหกรรม และผู้บริโภคบางส่วนเผชิญแรงกดดันมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ

Source: XTB Research
ดัชนี Euro Stoxx 50 ซื้อขายอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลเพียงราว 0.3% และแม้ผลตอบแทนของดัชนีในเซสชันปัจจุบันจะติดลบเล็กน้อย แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน โดยดัชนีเพิ่มขึ้น 4.0% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และ 12.8% นับตั้งแต่ต้นปี
ภาพรวมของตลาดยังคงแข็งแกร่ง โดยหุ้น 66% ขององค์ประกอบในดัชนีซื้อขายอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน และ 64% อยู่เหนือ SMA50 สะท้อนว่าการปรับตัวขึ้นไม่ได้เกิดจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
ผลการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมยังแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดย กลุ่มอุตสาหกรรมและการเงิน เป็นผู้นำตลาด ขณะที่ กลุ่มบริการสื่อสารและสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นปัจจัยฉุดดัชนีหลัก
กลุ่มเทคโนโลยี เป็นอีกจุดที่น่าจับตา โดยเพิ่มขึ้นราว 32% นับตั้งแต่ต้นปี แต่ค่า P/E ที่ประมาณ 47 เท่าสะท้อนว่าแรงส่งของราคาหุ้นที่แข็งแกร่งในขณะนี้มาพร้อมกับระดับ Valuation ที่สูงขึ้นเช่นกัน
Infineon และ ASML โดดเด่นในกลุ่มหุ้นที่ทำผลงานได้ดีในระยะยาว ขณะที่ความแข็งแกร่งของ ING, BBVA และ UniCredit ยืนยันว่าหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปในปีนี้
โดยรวมแล้ว Euro Stoxx 50 ยังคงแข็งแกร่งในเชิงเทคนิค แต่ Valuation เริ่มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งหมายความว่าการปรับตัวขึ้นต่อจากบริเวณใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์จะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย และการมีส่วนร่วมของหุ้นจากหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องมากขึ้น

Source: XTB Research
ข่าวสารบริษัท
- Adyen เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดใน Euro Stoxx 50 โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 10% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในปี 2026 โดยผู้ให้บริการระบบชำระเงินจากเนเธอร์แลนด์คาดว่ารายได้สุทธิจะเติบโต 21–23% จากเดิมที่คาดไว้ 20–22%
- หุ้น Pandora เพิ่มขึ้นราว 3% หลังประกาศผลประกอบการ บริษัทจากเดนมาร์กทำผลงานในไตรมาส 2 ได้ดีกว่าคาด พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ โดยปฏิกิริยาของตลาดสะท้อนว่านักลงทุนยังคงให้รางวัลกับบริษัทที่สามารถทำผลประกอบการเหนือคาดพร้อมยกระดับแนวโน้มในอนาคต
- Thyssenkrupp ยังคงเผชิญแรงกดดัน โดยลดลงราว 1.5% ในช่วงเปิดตลาด แม้บริษัทจะปรับลดช่วงประมาณการบางส่วนและเพิ่มเป้าหมายบางรายการสำหรับปี 2026 แต่ปฏิกิริยาเชิงลบสะท้อนว่าการปรับประมาณการดังกล่าวยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความคาดหวังที่สะท้อนอยู่ในราคาหุ้นไปแล้ว
ผลประกอบการแข็งแกร่งของ Adyen หนุนราคาหุ้น
Adyen รายงาน ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 ที่แข็งแกร่ง พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 10% ในช่วงการซื้อขายยุโรป รายได้สุทธิอยู่ที่ 1.30 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 21% เมื่อคำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ สูงกว่าคาดการณ์ของตลาดเล็กน้อย ขณะที่ปริมาณการชำระเงินผ่านระบบเติบโตเร็วยิ่งกว่า โดยเพิ่มขึ้น 24% สู่ 803.8 พันล้านยูโร
EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้น 18% สู่ 641.5 ล้านยูโร แม้อัตรากำไรลดลงจาก 50% เหลือ 49% เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการเข้าซื้อกิจการ Talon.One และ Orb อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดจากรายงานครั้งนี้คือการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้สุทธิในปี 2026 เป็น 21–23% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ จากเดิมที่ 20–22%
- รายได้สุทธิ: 1.303 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 19% YoY และ 21% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เทียบกับตลาดคาดการณ์ราว 1.29 พันล้านยูโร
- ปริมาณการชำระเงินผ่านระบบ: 803.8 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 24% YoY จาก 649 พันล้านยูโรในปีก่อน
- Adjusted EBITDA: 641.5 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 18% YoY ขณะที่อัตรากำไร EBITDA ลดลงเหลือ 49% จาก 50%
- กำไรสุทธิ: 544.1 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 13% YoY ขณะที่กระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้น 17% สู่ 553.4 ล้านยูโร
- แนวโน้มปี 2026: รายได้สุทธิเติบโต 21–23% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ จากเดิมที่คาดไว้ 20–22%
- การเข้าซื้อกิจการ: Adyen เสร็จสิ้นการเข้าซื้อ Talon.One มูลค่า 750 ล้านยูโร และ Orb มูลค่า 335 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าดีลดังกล่าวจะเพิ่มการเติบโตของรายได้ในปี 2026 ราว 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันจะกดดันอัตรากำไร EBITDA ลงในระดับใกล้เคียงกัน
- ธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุด: รายได้จาก Platforms เพิ่มขึ้น 37% สู่ 165.5 ล้านยูโร ขณะที่ปริมาณการชำระเงินเพิ่มขึ้น 42% สู่ 135 พันล้านยูโร
ปริมาณการชำระเงินเติบโตเร็วกว่ารายได้ของ Adyen
สัญญาณสำคัญที่สุดจากผลประกอบการของ Adyen คือ ปริมาณการชำระเงินผ่านระบบเพิ่มขึ้น 24% สู่ 803.8 พันล้านยูโร ซึ่งเติบโตเร็วกว่ารายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้น 19% สู่ 1.303 พันล้านยูโร และหากคำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ รายได้สุทธิเติบโต 21%
โครงสร้างการเติบโตยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของโมเดลธุรกิจ Adyen โดยประมาณ 70% ของการเติบโตมาจากลูกค้าเดิม สะท้อนว่า Adyen สามารถขยายธุรกิจไปพร้อมกับร้านค้าและลูกค้าเดิมได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการหาลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ร้านค้า 300 รายคิดเป็นประมาณ 60% ของการเติบโตทั้งหมด ลดลงจากมากกว่า 70% เมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าฐานการเติบโตของบริษัทกำลังมีความหลากหลายมากขึ้น
ธุรกิจ Platforms มีโมเมนตัมแข็งแกร่งที่สุด โดยรายได้เพิ่มขึ้น 37% สู่ 165.5 ล้านยูโร และปริมาณการชำระเงินเพิ่มขึ้น 42% สู่ 135 พันล้านยูโร ส่วนธุรกิจ Digital ยังคงเป็นธุรกิจหลัก สร้างรายได้ 719.7 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 13% YoY ขณะที่รายได้จาก Unified Commerce เพิ่มขึ้น 25% สู่ 417.7 ล้านยูโร
ต้นทุนที่สูงขึ้นและการเข้าซื้อกิจการกดดันอัตรากำไร EBITDA
การขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วมาพร้อมกับ แรงกดดันด้านต้นทุน ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA ลดลงเหลือ 49% จาก 50% ในปีก่อน แม้ Adjusted EBITDA จะเพิ่มขึ้น 18% สู่ 641.5 ล้านยูโร แต่ยังต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์เล็กน้อย หากไม่นับต้นทุนครั้งเดียวจากการเข้าซื้อกิจการราว 6 ล้านยูโร อัตรากำไรจะยังคงอยู่ที่ 50%
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 21% สู่ 738 ล้านยูโร โดย Adyen เพิ่มพนักงาน 249 คนในช่วงครึ่งแรกของปี ทำให้จำนวนพนักงานทั้งหมดอยู่ที่ 5,020 คน ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 15% สู่ 431.1 ล้านยูโร นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และคาดว่าการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (CapEx) จะอยู่ที่ราว 7% ของรายได้สุทธิในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งลงทุนในศูนย์ข้อมูลที่เดิมวางแผนไว้สำหรับปี 2027
แม้การลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่การสร้างกระแสเงินสดยังคงแข็งแกร่ง กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% สู่ 544.1 ล้านยูโร ขณะที่กระแสเงินสดอิสระเพิ่มขึ้น 17% สู่ 553.4 ล้านยูโร หรือคิดเป็นประมาณ 86% ของ EBITDA ณ สิ้นเดือนมิถุนายน Adyen มีเงินสด 12.4 พันล้านยูโร ขณะที่เงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 4.6 พันล้านยูโร หลังหักยอดคงเหลือที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าและลูกหนี้ระยะสั้น
Adyen ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต พร้อมขยายธุรกิจนอกเหนือจากระบบชำระเงินแบบดั้งเดิม
ประเด็นสำคัญที่สุดจากรายงานครั้งนี้คือ Adyen ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้สุทธิในปี 2026 เป็น 21–23% ที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ จากช่วงเดิมที่ 20–22% การคาดการณ์ใหม่รวมผลจาก Talon.One และ Orb ซึ่งถือเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Adyen ขณะที่ฝ่ายบริหารยังชี้ถึงกิจกรรมทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเดิม
Adyen เข้าซื้อ Talon.One ผู้ให้บริการโซลูชันด้าน Loyalty มูลค่า 750 ล้านยูโร และ Orb ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ Billing สำหรับองค์กร มูลค่า 335 ล้านดอลลาร์ โดยคาดว่าดีลดังกล่าวจะเพิ่มการเติบโตของรายได้ในปีนี้ประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันจะลดอัตรากำไร EBITDA ตลอดทั้งปีลงประมาณ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ รวมถึงต้นทุนจากธุรกรรม
ในเชิงกลยุทธ์ การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวช่วยให้ Adyen ขยายธุรกิจออกจากการประมวลผลการชำระเงินไปสู่ โปรแกรม Loyalty ระบบ Billing และบริการโอนเงิน
จากมุมมองของนักลงทุน รายงานครั้งนี้จึงสะท้อน ภาพการเติบโตที่เป็นบวกอย่างชัดเจน แต่ต้องแลกมาด้วยแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้น Adyen ยังคงเติบโตมากกว่า 20% เมื่อคำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ขณะที่ปริมาณการชำระเงินเติบโตเร็วยิ่งกว่า และฝ่ายบริหารยังปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ แม้จะยอมรับแรงกดดันต่ออัตรากำไรชั่วคราวจากการลงทุนและการเข้าซื้อกิจการ
อย่างไรก็ตาม บริษัทคงเป้าหมายที่จะทำให้อัตรากำไร EBITDA สูงกว่า 55% ภายในปี 2028 ทำให้ความเร็วในการฟื้นตัวของอัตรากำไรไปสู่ระดับดังกล่าวจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามในไตรมาสต่อ ๆ ไป
กราฟราคาหุ้น Adyen (ADYEN.NL, D1)
ราคาหุ้น Adyen เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% ในวันนี้ และกำลังเข้าใกล้การทดสอบ EMA200 (เส้นสีแดง) ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นแนวต้านทางเทคนิคที่สำคัญสำหรับราคาหุ้นในระยะต่อไป

Source: xStation5
ปัจจัยพื้นฐานของ Adyen สะท้อนการเติบโตในระยะยาวที่แข็งแกร่ง แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหุ้นลดลง 26.6% นับตั้งแต่ต้นปี และ 29.7% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แม้จะฟื้นตัวขึ้น 15.7% ในช่วงเดือนล่าสุด
รายได้เติบโตด้วยอัตรา CAGR 11.1% ในช่วง 4 ปี ขณะที่ EBIT ขยายตัวเร็วกว่าอย่างมากที่ 18.0% สะท้อนถึงความสามารถในการขยายธุรกิจและประโยชน์จาก Operating Leverage ของแพลตฟอร์มการชำระเงินของบริษัท
ความสามารถในการทำกำไรยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยมี อัตรากำไร EBIT 43.6%, ROE 23.4% และแทบไม่มีภาระหนี้ทางการเงิน สะท้อนผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity) ที่ 0.0
ในช่วงครึ่งปีล่าสุด บริษัทมีรายได้ประมาณ 1.4 พันล้านยูโร และกำไรสุทธิ 581.6 ล้านยูโร คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 41.2% ขณะที่ ROIC อยู่ที่ 17.9%
ในด้าน Valuation ปัจจุบัน Adyen ซื้อขายที่ P/E 27.0 เท่าจากกำไรย้อนหลัง และ 23.6 เท่าจากกำไรคาดการณ์ ขณะที่ EV/EBITDA อยู่ที่ 14.7 เท่า สะท้อนว่านักลงทุนยังคงให้ Premium กับบริษัทจากศักยภาพการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร
โดยรวมแล้ว กราฟนี้สะท้อน ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างปัจจัยพื้นฐานด้านผลประกอบการที่ดีขึ้นกับราคาหุ้นที่ยังอ่อนแอในระยะกลาง ทำให้ความสามารถในการรักษาการเติบโตของรายได้ในระดับเลขสองหลักและอัตรากำไรที่สูง จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อ Valuation ของหุ้นในอนาคต

Source: xStation5
Morning Wrap: หุ้นเทค Wall Street พุ่งแรง หนุนตลาดเอเชีย ขณะที่อิหร่านยกระดับจุดยืนในการเจรจา
ข่าวเด่นวันนี้ 13 ส.ค.: Wall Street บวกหลัง CPI 📈 ทองคำ–EURUSD ร่วง
SK Hynix พุ่ง 8% 🔼 Temasek จ่อเข้าลงทุน สัญญาณ Memory Chip กลับมา?
Lumentum เผยผลประกอบการ: อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์เร่งตัวขึ้น รับแรงหนุนจาก AI