หุ้นกลุ่มกลาโหมยุโรปเปิดสัปดาห์ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังจาก มาร์ค รุตเตอ เลขาธิการ NATO ระบุว่า ผู้ผลิตอาวุธกำลังเผชิญกับความท้าทายในการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตลาด นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ตอกย้ำว่า ปัญหาหลักของอุตสาหกรรมกลาโหมยุโรปไม่ใช่การขาดอุปสงค์ แต่เป็นข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและความสามารถในการส่งมอบอุปกรณ์ให้ทันเวลา
หุ้นของ Fincantieri จากอิตาลีโดดเด่นที่สุด โดยพุ่งขึ้นมากกว่า 10%
ขณะที่หุ้นกลาโหมรายอื่นก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ได้แก่ Leonardo, Saab, Hensoldt, Rheinmetall, Thales, Indra, Dassault Aviation และ Safran ซึ่งเพิ่มขึ้นในช่วงประมาณ 2–5%
บทวิเคราะห์ทางเทคนิคของ Fincantieri (FCT.IT) (กราฟรายวัน D1)
การวิเคราะห์ทางเทคนิคของ Fincantieri (FCT.IT) (กราฟรายวัน D1)
ผู้ผลิตระบบอาวุธทางเรือของอิตาลีรายนี้สูญเสียมูลค่าหุ้นไปมากกว่า 60% จากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2025 แม้ว่าการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันนี้จะเป็นสัญญาณเชิงบวกและช่วยหนุนแรงซื้อที่จำเป็นอย่างมาก แต่ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาวได้
ปัจจุบันราคาหุ้นยังคงได้รับแรงกดดันจากสัญญาณ "Death Cross" ที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2026 นักลงทุนควรจับตาการเคลื่อนไหวของราคาบริเวณระดับ Fibonacci Retracement โดยเฉพาะ หากราคาสามารถทะลุระดับ 38.2% Fibonacci ได้ จึงจะถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่มีนัยสำคัญ และเพิ่มความหวังต่อการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง
ปฏิกิริยาของนักลงทุนสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดกำลังให้น้ำหนักมากขึ้น ไม่เพียงต่อการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสที่ผู้ผลิตอาวุธจะสามารถ ปรับปรุงอัตรากำไร (Margin) และมี อำนาจต่อรองทางธุรกิจสูงขึ้น จากการที่กำลังการผลิตถูกใช้งานเกือบเต็มศักยภาพ
มาร์ค รุตเตอ ระบุว่า NATO กำลังก้าวจากช่วงของ การประกาศนโยบาย ไปสู่ การดำเนินการสั่งซื้อจริง โดยข้อมูลของ NATO ระบุว่า ประเทศสมาชิกในยุโรปและแคนาดาเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2024 สู่ระดับมากกว่า 574,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ภายใต้เป้าหมายใหม่ สมาชิก NATO มีแผนเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมและความมั่นคงให้แตะ 5% ของ GDP ภายในปี 2035
รุตเตอยังชี้ว่า ข้อจำกัดสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึง ความสามารถในการสรรหาและฝึกกำลังพลทางทหาร อีกด้วย พร้อมเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีคำสั่งซื้ออาวุธมูลค่าราว 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ส่งไปยังผู้ผลิตอาวุธของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์มหาศาลจากประเทศสมาชิก NATO
สำหรับบริษัทกลาโหมในยุโรป นี่ถือเป็นสัญญาณที่มีทั้งด้านบวกและด้านท้าทาย
ด้านหนึ่ง กำลังการผลิตที่จำกัดอาจนำไปสู่ ความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า แรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน และความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิต
แต่อีกด้านหนึ่ง หากอุปสงค์ดังกล่าวเป็นแนวโน้มระยะยาว ผู้ผลิตก็จะได้รับประโยชน์จาก ยอดคำสั่งซื้อสะสม (Order Backlog) ที่ยาวขึ้น คุณภาพรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น และโอกาสในการเจรจาสัญญาที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเดิม
อีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนคือ การประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการา ระหว่างวันที่ 7–8 กรกฎาคม ซึ่งจะมุ่งเน้นประเด็นการเพิ่มงบประมาณกลาโหม ความสามารถด้านการขนส่งและลอจิสติกส์ทางทหาร ตลอดจนการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในกลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับงบประมาณเพิ่มเติมมากที่สุดคือ ระบบอากาศยานไร้คนขับ (Drone) และระบบต่อต้านโดรน (Counter-Drone Systems)
ในแง่ของบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มกลาโหม สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวขึ้นของหุ้นเกิดขึ้น แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะกล่าวว่า "ปูตินกำลังเผชิญแรงกดดัน" และ "สงครามใกล้จะสิ้นสุดเร็วกว่าที่หลายคนคาด"
ในอดีต ถ้อยแถลงลักษณะนี้มักสร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในครั้งนี้ ตลาดกลับมองว่า โอกาสทางธุรกิจจากการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและคำสั่งซื้อระยะยาว มีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงที่สงครามอาจยุติลง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการประเมินมูลค่าหุ้นของกลุ่มนี้ หลังจากเผชิญการปรับฐานอย่างหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ข่าวเด่นวันนี้ 7 ก.ค.
Nvidia ล่าช้า: โครงการ Kyber เสี่ยงสะดุดหรือไม่?
ความเสี่ยงจากความล่าช้าเริ่มกดดัน “เรื่องเล่ามูลค่าหุ้น” ของ Nvidia แล้วหรือยัง?
Goldman Sachs เพิ่มมุมมองเชิงลบต่อเงินเยน 📉