- ประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของ Warsh
- ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เดือนกันยายนเป็นเดือนที่ท้าทายสำหรับตลาดหุ้น
- Tesla โดดเด่น
- เดือนสิงหาคมเอื้อหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ มากกว่าหุ้นยุโรป
- ปัจจัยตามฤดูกาลอาจกดดัน Sentiment ตลาด
- Momentum ของ AI ยังคงแข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการสำคัญ
- สัปดาห์ Macro ข้างหน้า: จับตาความเสี่ยงจากตัวเลข Payrolls ก่อนการประชุม FOMC
- จับตาผลประกอบการ: Broadcom จะรักษากระแส AI Trade ได้หรือไม่?
- ตลาดคาดหวังกับ Broadcom สูง
- ประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของ Warsh
- ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เดือนกันยายนเป็นเดือนที่ท้าทายสำหรับตลาดหุ้น
- Tesla โดดเด่น
- เดือนสิงหาคมเอื้อหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ มากกว่าหุ้นยุโรป
- ปัจจัยตามฤดูกาลอาจกดดัน Sentiment ตลาด
- Momentum ของ AI ยังคงแข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการสำคัญ
- สัปดาห์ Macro ข้างหน้า: จับตาความเสี่ยงจากตัวเลข Payrolls ก่อนการประชุม FOMC
- จับตาผลประกอบการ: Broadcom จะรักษากระแส AI Trade ได้หรือไม่?
- ตลาดคาดหวังกับ Broadcom สูง
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ใหม่ ตลาดกำลังประเมินผลกระทบจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ที่ Jackson Hole ขณะเดียวกัน นักลงทุนต้องรับมือกับการกลับมาโจมตีทางอากาศอีกครั้ง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และความคาดหวังครั้งใหม่ว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือนกันยายน
ประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของ Warsh
ประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของ Warsh เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้แก่ การให้ความสำคัญอย่างมากกับเงินเฟ้อ ซึ่งเขามองว่ายังอยู่ในระดับสูง การปฏิเสธการให้ Forward Guidance ในทุกรูปแบบ การประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดี รวมถึงมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อ AI และศักยภาพในการเพิ่ม Productivity
นอกจากนี้ Warsh ยังมองว่า Financial Conditions ไม่ได้ตึงตัวมากเกินไป
ประเด็นสุดท้ายมีความสำคัญ เพราะ Warsh มองอย่างชัดเจนว่า เงินเฟ้อยังสูงเกินไป ขณะที่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้ Fed จึงยังมีพื้นที่ในการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น หรือแม้แต่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ราคาน้ำมันพุ่ง + ความคาดหวังขึ้นดอกเบี้ย ทำให้เดือนกันยายนท้าทายสำหรับหุ้น
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดย Brent กลับมาเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันจันทร์ หลังตลาดประเมินความเป็นไปได้ของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมารุนแรงขึ้น ประกอบกับความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่เพิ่มขึ้น 66% กำลังกดดัน Risk Sentiment ในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ตลาดหุ้นต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายเมื่อเข้าสู่เดือนใหม่
หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงเล็กน้อยในวันจันทร์ แม้จะมีแรงซื้ออย่างแข็งแกร่งใน Nvidia, Tesla และ SpaceX
Tesla โดดเด่น
Tesla ปรับตัวขึ้นมากกว่า 4% ในวันนี้ และเป็นหุ้นที่ทำผลงานดีที่สุดอันดับ 2 ในดัชนี S&P 500 โดยราคาหุ้นขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ และกลับมาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ย SMA 50 วัน
แรงหนุนหลักมาจากข่าวเชิงบวกเกี่ยวกับการผลิต Optimus หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Elon Musk รวมถึงคำสั่งฝ่ายบริหารล่าสุดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ห้ามนำเข้าอุปกรณ์ผลิตพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตในประเทศ
ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นข่าวบวกต่อธุรกิจ Energy Generation and Storage ของ Tesla
Chart 1: Tesla อยู่เหนือ SMA 50 วัน
ที่มา: XTB
เดือนสิงหาคมเอื้อหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ มากกว่าหุ้นยุโรป
โดยรวมแล้ว นอกเหนือจากบางตลาดที่มีการเคลื่อนไหวโดดเด่น ช่วงปลายเดือนยังค่อนข้างเงียบ
อย่างไรก็ตาม เดือนสิงหาคมถือเป็นเดือนที่ดีสำหรับฝั่ง Bull ในตลาดหุ้น โดยหุ้นเอเชียและดัชนีสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่หุ้นยุโรปทำผลงานได้อ่อนแอกว่า
FTSE 100 ลดลง 0.4% ในเดือนนี้ ขณะที่ Eurostoxx 600 แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ปัจจัยตามฤดูกาลอาจกดดัน Sentiment ตลาด
เมื่อเข้าสู่เดือนใหม่ ตลาดจะหันไปจับตาว่าเดือนกันยายนจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ในเชิง Seasonality เดือนกันยายนถือเป็นเดือนที่อ่อนแอที่สุดของ S&P 500 และเป็นเดือนเดียวของปีที่มีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนติดลบเมื่อพิจารณาจากข้อมูลในระยะยาว
Momentum ของ AI ยังคงแข็งแกร่งก่อนเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการสำคัญ
Momentum ของตลาด โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงแข็งแกร่งจนถึงช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่โดดเด่นของ Nvidia และการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของหุ้นกลุ่ม Software หลังจากเผชิญกับช่วงต้นปีที่ยากลำบาก
แม้ต้นสัปดาห์จะค่อนข้างเงียบ แต่ในสัปดาห์นี้ยังมี Event Risk สำคัญหลายรายการ ทั้งรายงาน Non-Farm Payrolls ของสหรัฐฯ และผลประกอบการของ Broadcom
เหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นบททดสอบ Sentiment ของตลาด ขณะที่ดัชนีหุ้นทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
แม้ S&P 500 จะปรับตัวลงในวันจันทร์ แต่ดัชนียังอยู่ห่างจากจุดสูงสุดในช่วงกลางเดือนสิงหาคมไม่ถึง 1%
แรงหนุนสำคัญของดัชนียังคงมาจากฤดูกาลประกาศผลประกอบการ Q2 ที่แข็งแกร่งอย่างมากของบริษัทสหรัฐฯ โดย S&P 500 กำลังรายงานอัตราการเติบโตของกำไรต่อไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ Q4 2021
จับตา Payrolls ก่อนการประชุม FOMC
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่สัปดาห์นี้ ผลประกอบการอาจกลายเป็นประเด็นรอง เนื่องจากยังมีเหตุการณ์หลายรายการที่อาจส่งผลต่อ Sentiment ของตลาด
ประเด็นแรกคือรายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันศุกร์นี้ ตลาดคาดว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 45,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 4.1% เป็น 4.2%
ตัวเลข Payrolls เดือนกรกฎาคมที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดกดดันดอลลาร์และสร้างความกังวลเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การลดลงของความคาดหวังเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ปรับตัวลงในช่วงต้นเดือน ก่อนจะกลับทิศทางในวันศุกร์หลังจาก Warsh ส่งสัญญาณ Hawkish
หากแนวโน้มนี้ต้องการดำเนินต่อ เราจำเป็นต้องเห็นตัวเลข Payrolls ที่อ่อนแอลงอีกครั้ง หรือในทางกลับกัน หากตัวเลขฟื้นตัว อาจเปิดทางให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยเฉพาะหลังจาก Kevin Warsh ยังคงแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อในสุนทรพจน์ที่ Jackson Hole
รายงาน Payrolls ครั้งนี้มาถูกจังหวะอย่างมาก เพราะข้อมูลเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมออกมาสูงกว่าคาด หากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ฟื้นตัวพร้อมกัน ก็อาจทำให้ตลาดเกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้จะกลับมาอยู่ในโฟกัสอีกครั้ง
ก่อนการประชุม Fed วันที่ 16 กันยายน ตลาดกำลังให้น้ำหนักความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยอยู่ที่ 66%
อย่างไรก็ตาม เมื่อ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่อย่าง Kevin Warsh ไม่ให้ Forward Guidance อย่างชัดเจน นักลงทุนจึงต้องจับตาข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น และการประชุม Fed แต่ละครั้งอาจกลายเป็น “Live Meeting” ที่ผลลัพธ์ยังเปิดกว้าง
ดังนั้น เราคาดว่าความผันผวนหลังการประกาศตัวเลข Payrolls ในวันศุกร์นี้จะสูงกว่าปกติ
ในฝั่งยุโรป ควรจับตาตัวเลข CPI ของ Eurozone เดือนสิงหาคม ซึ่งจะเป็นรายงานเงินเฟ้อครั้งสุดท้ายก่อนการประชุม ECB ในวันที่ 10 กันยายน
ปัจจุบันตลาดให้น้ำหนัก 75% ต่อโอกาสที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ย และคาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในเดือนธันวาคม
ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข CPI อาจส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินยูโรและ Bond Yield ของ Eurozone
EUR/USD เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนนี้ และเป็นคู่เงินที่ทำผลงานดีที่สุดอันดับ 2 ในกลุ่ม G7 หาก CPI ออกมาสูงกว่าคาด ระดับ 1.20 ดอลลาร์ อาจกลับมาอยู่ในโฟกัสอีกครั้ง
Chart 2: EUR/USD
ที่มา: XTB
สำหรับสหราชอาณาจักร ควรจับตาตัวเลข Flash PMI เพื่อประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง Q3
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางนิวซีแลนด์คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางแคนาดาคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม
จับตาผลประกอบการ: Broadcom จะรักษา AI Trade ได้หรือไม่?
วันพุธนี้จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของ AI Trade เมื่อ Broadcom รายงานผลประกอบการ
ตลาดต้องการรู้ว่า Broadcom จะสามารถให้ Outlook ด้านรายได้ที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกับ Nvidia ได้หรือไม่ หลังจาก Nvidia คาดการณ์รายได้สำหรับไตรมาสปัจจุบันไว้ที่ 108 พันล้านดอลลาร์
ตลาดคาดหวังกับ Broadcom สูง
Broadcom เป็นผู้ผลิต Custom Chip ให้กับ Google ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมายาวนาน รวมถึง Meta, OpenAI, Anthropic และ Apple
Broadcom และ Marvell ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันราว 70% ในตลาด Custom Accelerator Chip ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับ Agentic AI
เมื่อพิจารณาว่าลูกค้ารายใหญ่ของ Broadcom ยังคงเพิ่มการลงทุนด้าน Capex เพื่อเดินหน้าตามเป้าหมายด้าน AI ความคาดหวังจึงอยู่ในระดับสูงว่า Broadcom จะสามารถทำรายได้และกำไรได้ดีกว่าที่ตลาดคาด
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ารายได้ในไตรมาสล่าสุดจะอยู่ที่ 29.3 พันล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 3.22 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้ Broadcom มีความสามารถในการทำกำไรต่อหุ้นสูงกว่า Nvidia
ดังนั้น หากผลประกอบการครั้งนี้มีสัญญาณผิดหวังแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจถือเป็น Downside Surprise ครั้งใหญ่ และกดดันทั้ง AI Trade และ Sentiment ของตลาด โดยเฉพาะดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
🔥 ความตึงเครียดในอ่าวฯ ดันราคาน้ำมันและก๊าซพุ่ง
Warsh ทำตลาดสับสน: หุ้นพุ่ง แต่ทองคำและดอลลาร์ร่วง
หุ้น Meta เมินปัญหาคดีความ แต่บททดสอบทางกฎหมายอาจยังไม่จบ
จับตา Jackson Hole: Nvidia สำคัญกว่าความเคลื่อนไหวของ Fed ต่อตลาดการเงิน